Henry Hazlit เป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักจากการสนับสนุนแนวคิดตลาดเสรี และระบบเงินตราที่อิงกับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Hard currency เช่น ทองคำ) และเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ที่ต่อต้านเงินเฟ้อ และการแทรกแซงตลาดโดยรัฐบาล
Hazlitt เขียนบทความมากมายเกี่ยวกับธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และนโยบายสาธารณะให้กับสื่อพิมพ์ชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1946 ชื่อว่า Economics in One Lesson ที่ผมนำมาเล่านั่นเอง โดยหนังสือเล่มนี้มีรากฐานมาจากเศรษฐศาสตร์แบบออสเตรียนจ๋า ๆ เลยแหละ
หากใครไม่คุ้นเคย บนโลกนี้ถ้าแบ่งแนวคิดทางการเมืองในมิติทางเศรษฐกิจ จะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลัก ๆ โดยวัดว่า “รัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซงตลาดและเศรษฐกิจมากแค่ไหน” ครับ

- ฝั่งขวา: ทุนนิยมเสรี (Free Market / Capitalism)
แนวคิดหลัก: เชื่อในกลไกตลาด ปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันอย่างอิสระ รัฐบาลควรเข้ามายุ่งให้น้อยที่สุด (ลดการเก็บภาษี ลดกฎระเบียบ) เพราะเชื่อว่าการแข่งขันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและนวัตกรรมที่ดีที่สุด ใครขยันและเก่งกว่าก็ควรได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า
ตัวอย่าง: สหรัฐอเมริกา เป็นภาพจำที่ชัดเจนที่สุด ทุกอย่างเป็นเงิน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในมหาวิทยาลัยดี ๆ หรือค่ารักษาพยาบาลที่ไม่มีรัฐมาช่วยอุ้ม (หรือช่วยน้อยมาก)
- ฝั่งซ้าย: สังคมนิยม / รัฐสวัสดิการ (Socialism / State Intervention)
แนวคิดหลัก: เชื่อว่ากลไกตลาดเสรีจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและคนรวยผูกขาด รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างหนัก โดยการเก็บภาษีคนรวยในอัตราสูง แล้วนำมาจัดสรรกระจายรายได้เป็น “สวัสดิการ” เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน
ตัวอย่าง: กลุ่มประเทศนอร์ดิก (เช่น สวีเดน, ฟินแลนด์) ที่เก็บภาษีประชาชนแพงมาก แต่แลกมากับการที่ประชาชนได้เรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี และมีเงินบำนาญ (หรือถ้าเอาแบบสุดโต่งเลยคือ คอมมิวนิสต์ ที่รัฐเป็นเจ้าของทุกอย่าง)
สรุปคือ ฝั่งหนึ่งบอกว่า “ให้ตลาดจัดการตัวเอง รัฐไม่ต้องแทรกแซงเยอะ” ส่วนอีกฝั่งบอกว่า “รัฐต้องเข้ามาคุม ไม่งั้นคนจนจะตายหมด” อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริงปัจจุบัน แทบไม่มีประเทศไหนสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง 100% นะ ส่วนใหญ่จะเป็น ระบบเศรษฐกิจแบบผสม คือให้เอกชนทำธุรกิจไป แต่รัฐก็คอยเก็บภาษีมาทำสวัสดิการบ้าง แค่จะเอียงไปทางซ้ายหรือขวามากกว่ากันเท่านั้นครับ
แต่แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ เอียงขวาจัด ๆ เลยล่ะ ฮ่า ๆ
ซึ่งส่วนตัวผมว่าเศษฐศาสตร์ในฝั่งขวามีข้อดีหลายอย่างเลยนะครับ ในบทความนี้ผมเลือก Chapter ที่ผมคิดว่าน่าสนใจออกมาสรุปเป็นบทความนี้ครับ
1. หัวใจของหลักเศษฐศาสตร์
หัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์คือ “การมองผลกระทบในระยะยาวและต่อคนทั้งสังคม” ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ชั่วคราวของคนกลุ่มเดียว
หลายคนมองแค่ผลลัพธ์ที่เห็นทันที (เช่น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ) แต่ลืมดูต้นทุนแฝงที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมในระยะยาว เพราะสุดท้ายทรัพยากรนั้นมีจำกัด ทุนที่เรานำไปใช้พัฒนาคนกลุ่มหนึ่ง คือค่าเสียโอกาสที่เราไม่ได้นำไปลงทุนกับคนอีกกลุ่ม
Hazlitt ยกตัวอย่างด้วยเรื่องเล่า The Broken Window Fallacy เพื่ออธิบายว่าทำไมคนเราถึงมักเข้าใจผิดเรื่อง “การกระตุ้นเศรษฐกิจ” ครับ
เขายกตัวอย่างว่า
- มีเด็กซนคนหนึ่งปาหินใส่หน้าต่างร้านเบเกอร์รี่จนกระจกแตก
- ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์มารุมล้อม และปลอบใจเจ้าของร้านว่า “อย่าคิดมากเลย อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องดีนะ เพราะช่างกระจกจะมีงานทำ และมีรายได้ไปใช้จ่ายต่อในระบบเศรษฐกิจ”
ซึ่งเป็นการมองภาพแค่ระยะสั้นเท่านั้น
- ช่างกระจกได้เงินค่าจ้าง
- ช่างกระจกเอาเงินนั้นไปซื้อขนมปัง
- คนขายขนมปังเอาเงินไปซื้อรองเท้า
- เกิดการจับจ่ายใช้สอย => เศรษฐกิจโต
ดังนั้นการที่กระจกแตก ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน และสร้างงานในระบบเศรษฐกิจยังไงล่ะ
แต่ ๆ Hazlitt บอกว่า นี่คือความเข้าใจผิดมหันต์ เพราะเราลืมนึกถึง “สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้ากระจกไม่แตก”
- เจ้าของร้านได้เซฟเงินก้อนนี้ และอาจจะเอาไปซื้อ “ชุดสูทตัวใหม่” ก็ได้
- แต่พอต้องเอาเงินไปจ่ายค่าซ่อมกระจก เขาก็ไม่มีเงินไปซื้อชุดสูทแล้ว
- ดังนั้น ช่างตัดเสื้อ จึงสูญเสียรายได้
สรุปคือ เงินก้อนเดิมไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูก “ย้าย” จากช่างตัดเสื้อไปหาช่างกระจกแทน…
นั่นจึงเป็นที่มาของบทเรียนต่อไป…
2. บนโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ของฟรีจากรัฐบาล”
ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ของฟรีจากรัฐบาล” ทุกโครงการที่รัฐทำล้วนมาจากเงินภาษีของประชาชน
Hazlitt กล่าวว่าการที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินในโครงการต่างๆ โดยอ้างว่าเพื่อ “สร้างงาน” หรือ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” นั้นเป็นเรื่องตลก เพราะรายจ่ายทั้งหมดของรัฐบาลย่อมต้องมาจากเงินภาษีของประชาชนในท้ายที่สุดอยู่ดี (ไม่ว่าจะเป็นภาษีทางตรง หรือภาษีทางอ้อมในรูปแบบของเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่โหดร้ายและร้ายกาจที่สุดรูปแบบหนึ่งด้วย)
Hazlitt ไม่ได้มีปัญหากับการที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินเพื่อบริการสาธารณะพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ตำรวจ หรือบริการสาธารณะอื่น ๆ อย่างโรงเรียน และโรงพยาบาล แต่สิ่งที่เขากังวลคือการใช้จ่ายเงินของรัฐ โดยอ้างเหตุผลว่า “เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างเศรษฐกิจ”
โปรเจคของภาครัฐ อาจช่วยสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจได้จริง แต่คำถามที่สำคัญคือ “แล้วใครเป็นคนจ่ายเงิน?”
คำตอบก็คือ ผู้เสียภาษี นั่นแหละ
การถมงบไปสร้างโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ นั้นอาจทำให้สินค้าและบริการอื่น ๆ ที่ควรจะถูกสร้างในเศรษฐกิจจริง “ไม่ถูกสร้างขึ้น” เช่น รถยนต์, ธุรกิจเอกชน, เทคโนโลยี และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะเงินถูกดึงไปใช้กับโครงการของรัฐ จึงไม่มีเงินเหลือมาสร้างสิ่งที่มีอุปสงค์จริง ๆ และสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการ
3. รัฐบาลทำอะไรก็มักจะ “พัง” (ถ้าฝืนกลไกตลาด)
รัฐควรอุดหนุน หรืออุ้มอุตสาหกรรมที่กำลังจะตายไหม?
การที่รัฐบาลให้เงินกู้หรืออุดหนุนธุรกิจที่ “ล้มเหลว” หรือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ควรมองว่าเป็นผลเสีย เพราะรัฐกำลังดึงทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดไปจากธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและสร้างกำไรได้จริง ไปอุ้มธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ท้ายที่สุดระบบเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลง
การที่รัฐเข้ามาแทรกแซงอุดหนุนธุรกิจที่ไม่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริง ๆ จะเป็นอันตรายต่อตลาดเสรีไม่ต่างจากการที่รัฐตั้งตัวเป็นศัตรูกับเอกชนเลย
เพราะการที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจที่กำลังล้มเหลว จริง ๆ มันคือการเก็บภาษีจากธุรกิจเอกชนที่ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปจุนเจือธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้การปล่อยสินเชื่อหรือการค้ำประกันเครดิตโดยรัฐบาล ไม่ได้เรียกว่าเป็นการสร้างเงินทุนขึ้นมาใหม่ในระบบเศรษฐกิจด้วยนะ แต่มันเพียงแค่ดึงเอาเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดไปจากผู้กู้เอกชนที่มีประสิทธิภาพ แล้วนำไปให้กับผู้กู้ที่ขาดประสิทธิภาพและมีความเสี่ยงสูงกว่าแทน
ลองนึกภาพ ว่าถ้าผู้ให้กู้เป็นเอกชน หรือเป็นเงินของเราเอง แล้วให้เราปล่อยกู้ให้กับคนที่ไม่มีเครดิต คนที่สร้างกำไรไม่ได้ เราจะทำแบบนี้กับเงินของเราเองไหม?
คำตอบคือ ไม่มีทางครับ
การประคองอุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย เป็นการฝืนธรรมชาติของกลไกตลาด ผ่านเงินอุดหนุนหรือการควบคุมราคา และเป็นการบีบบังคับให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระภาษีและราคาสินค้าที่สูงขึ้น (เพราะในระบบเหลือแต่ธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพในการผลิต) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจต้องหดตัวลงอีกด้วย
การที่เศรษฐกิจจะเติบโตและขยายตัวได้ อุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่ล้าสมัย และขาดประสิทธิภาพจำเป็นต้องถูกปล่อยให้ล้มหายไปตามกลไก เพื่อให้เงินทุนและแรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัดได้รับการ “ปลดปล่อย” และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังเติบโตและมีประสิทธิภาพมากกว่า
การแทรกแซงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของรัฐ
Hazlitt กล่าวว่าการที่รัฐแทรกช่วยอุ้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาสินค้าเกษตร ให้สูงกว่ากลไกตลาด เพื่อหวังช่วยเกษตรกร จริง ๆ แล้วอาจเป็นผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่านะ
สมมติ ในอดีต ข้าว 1 กระสอบ สามารถแลกซื้อรองเท้าได้ 1 คู่ แต่ปัจจุบัน ข้าว 1 กระสอบ แลกซื้อรองเท้าได้แค่ครึ่งคู่ เพราะผลิตผลล้นตลาดหรือเทคโนโลยีเปลี่ยนไป แล้วรัฐบาลไปบอกว่า “มันไม่ยุติธรรม! เราต้องกำหนดราคาขั้นต่ำให้ข้าว 1 กระสอบ แลกซื้อรองเท้าได้ 1 คู่เท่าเดิมสิ” ปัญหาที่จะตามมาคือ พอราคาข้าวสูงเกินจริง เกษตรกรทุกคนก็แห่ไปปลูกข้าว เพราะมันเป็นพืชที่ทำกำไรได้แน่นอน ทั้งที่ Demand ในตลาดไม่ได้มีขนาดนั้น
เมื่อข้าวในตลาดล้นแต่คนซื้อเท่าเดิม ก็ไม่มีใครซื้อข้าวส่วนที่เกินมา รัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีของประชาชนไป “รับซื้อ” ส่วนเกินนั้นไว้ หรือสั่งให้เผาทิ้ง/ทำลาย เพื่อไม่ให้ราคาในตลาดพัง (แทนที่ภาษีจะถูกพัฒนาในด้านอื่น)
มิหนำซ้ำคนอื่น ๆ ก็ต้องซื้อข้าวแพงขึ้นอีกด้วย ทำให้มีเงินเหลือไปซื้อของอย่างอื่นน้อยลง (เช่น ไม่ได้ซื้อรองเท้าคู่ใหม่) กระทบไปถึงร้านขายรองเท้า และอุตสาหกรรมอื่นในภาพรวม
ราคาตลาดที่ต่ำลง จริง ๆ มันคือหนึ่งใน “สัญญาณ” ที่ธรรมชาติบอกว่า “เรามีข้าวเยอะเกินไปแล้วนะ เลิกปลูกข้าวแล้วไปทำอย่างอื่นที่คนต้องการเถอะ”
ในทางกลับกัน หากรัฐพยายาม “ควบคุมราคาสินค้าโภคภัณฑ์” ไม่ให้สูงเกินไปล่ะ?
รัฐหวังดี อยากให้คนซื้อของถูก เช่น กำหนดราคาน้ำมัน หรือค่าเช่าที่ถูก ๆ
ผลคือเป็นการกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคขึ้นมาอย่างเทียม ๆ (ทำให้คนอยากซื้อมากขึ้นเพราะของถูก) ในขณะเดียวกันก็ทำลายผลกำไรของผู้ผลิตและลดแรงจูงใจในการผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาด
สิ่งที่จะตามมาคือเมื่อของราคาต่ำกว่าตลาดมาก ๆ แต่คนต้องการซื้อเยอะขึ้น ผู้ผลิตก็ไม่คุ้มที่จะผลิตขาย และเกิดการกักตุนสินค้า ผลคือ “ของขาดตลาด”
เมื่อของขาดแคลน รัฐจะบอกว่า “งั้นฉันจะควบคุมการจ่ายของนะ” เช่น ให้ซื้อน้ำมันแค่คนละ 1 ลิตรเท่านั้น หรือให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตเองเพื่อไม่ให้เขาเลิกผลิต
แต่ ยิ่งรัฐพยายามแก้ปัญหาด้วยการคุมเพิ่ม รัฐก็ยิ่งต้องมีอำนาจตรวจสอบมากขึ้น จนในที่สุด กลไกตลาดเสรีก็หายไป กลายเป็นระบบที่รัฐสั่งการทุกอย่าง เพราะรัฐกลายเป็นผู้กำหนดราคา ผู้กำหนดการผลิต และผู้กำหนดการจัดสรรทรัพยากรด้วยตัวเอง
นอกจากนี้อย่าลืมว่า แล้วรัฐบาลเอาเงินที่ไหนมา อุ้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ให้ราคาขึ้นไปเท่ากับราคาตลาดล่ะ?
คำตอบก็คือ “ภาษี” ของพวกเรายังไงล่ะ
4. ตลาดคือสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เอง
Hazlitt เชื่อสุด ๆ ว่าธุรกิจต้องมีวันตาย ถ้าอุตสาหกรรมไหนไม่มีคนต้องการ หรือเทคโนโลยีล้าสมัยแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถม้า หรือพิมพ์ดีด มันต้องตายเพื่อให้แรงงานและเงินทุนไหลไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่คนต้องการจริง ๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้กำไรคือเข็มทิศที่ทรงพลังมาก ๆ ในตลาดเสรี
กำไรคือ “สัญญาณ” ว่าสังคมต้องการอะไรมากที่สุด ใครทำกำไรได้ แปลว่าเขากำลังแก้ปัญหาให้คนอื่นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ระบบราคา (Demand & Supply) คือกลไกที่ทรงพลังที่สุดในการจัดสรรทรัพยากร หากราคาบอกว่าสินค้าใดทำกำไรได้ดี ผู้ผลิตก็จะแห่ไปผลิตสิ่งนั้นเองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง การปล่อยให้ตลาดทำงานเอง จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีที่สุด
เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวได้ทุกสภาวะเลยนะ (ถ้าไม่โดนแทรกแซงไปเสียก่อน)
5. ภาพลวงตาของเงินเฟ้อ
Hazlitt บอกว่าหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเห็นค่าแรงเพิ่มขึ้น เห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น เห็นตัวเลขเงินเดือนเพิ่มขึ้น เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น ก็รู้สึกว่าคุณว่ารวยขึ้นแล้ว แต่ความจริงคือ ถ้าคุณมองแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ลืมดูว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คุณกำลังหลงทางนะ เพราะถ้าของแพงขึ้นในอัตราที่เท่ากัน หรือเร็วกว่าเงินเดือน หรือผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณ จริง ๆ แล้วคุณอาจจะแค่อยู่ที่เดิมน่ะ
เงินเฟ้อไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่มันคือ “ภาษีที่แนบเนียนที่สุดโดยรัฐบาล”
เงินเฟ้อในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจโตนะ Real economic growth คือเราผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นและดีขึ้น (เช่น เมื่อก่อนใช้เวลาทำรถ 1 คัน 1 เดือน ตอนนี้ทำได้ 1 คันใน 1 วัน) => ของมีเยอะขึ้น ถ้าเงินในระบบเท่าเดิม ราคาของจะถูกลง เพราะมีของขายให้คนซื้อมากขึ้น ซึ่งนั่นคือความมั่งคั่งที่แท้จริง
แต่เงินเฟ้อคือการที่รัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมาโดยไม่มีการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น => เงินในระบบเพิ่มขึ้น แต่ของมีเท่าเดิม ราคาของจะสูงขึ้น เพราะเงินที่เพิ่มเข้ามาไม่ได้ไปสร้างของ แต่ไปแย่งซื้อของที่มีอยู่อย่างจำกัด
Hazlitt บอกว่าเงินเฟ้อไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด การที่เศรษฐกิจดูคึกคักนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เราผลิตสินค้าได้มากขึ้น แต่มันเกิดจาก “การบิดเบือนกลไกราคา”
มันคือการใช้ “ทุน” ของอนาคตมาใช้ล่วงหน้า นอกจากนี้การที่ธุรกิจขยายตัวเพราะยอดขายที่ “เฟ้อ” ทำให้ทรัพยากรถูกนำไปใช้ในโครงการที่ไม่มีกำไรจริงในระยะยาว เมื่อเงินเฟ้อหยุด หรือดอกเบี้ยต้องขึ้นเพื่อคุมเงินเฟ้อ ธุรกิจพวกนี้ก็จะเจ๊งเป็นโดมิโน่ (นี่คือที่มาของวิกฤตเศรษฐกิจหลาย ๆ วิกฤตของโลกนี้เลยนะ)
นอกจากนี้เงินเฟ้อ ยังลดแรงจูงใจการผลิตสินค้า และบริการดี ๆ ออกมาอีกด้วย เพราะแทนที่คนจะขยันผลิตสินค้าเพื่อสร้างความมั่งคั่ง คนกลับหันไปเก็งกำไรในอสังหาฯ หรือสินทรัพย์ เพราะกลัวเงินเฟ้อกัดกินความมั่งคั่งของเรา
“ทุน” จึงถูกนำไปใช้เก็งกำไรแทนที่จะถูกนำไปใช้ใน “การผลิต”
นอกจากนี้เงินที่พิมพ์ออกมาใหม่ “ไม่ได้กระจายไปถึงมือทุกคนพร้อมกัน”
ระบบการเงินปัจจุบันไม่ได้ “แจกเงิน” แบบโอนเงินเข้าบัญชีทุกคนพร้อมกันนะ แต่เงินถูก “สร้างขึ้นจากหนี้”

จุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อคือ “นโยบาลขาดดุลการคลัง” ครับ เมื่อรัฐบาลมีความต้องการใช้เงินมากกว่าภาษีที่เก็บได้ รัฐจึงออก “พันธบัตรรัฐบาล” ซึ่งก็คือการขอกู้ยืมเงินจากคนที่ซื้อพันธบัตร (คนที่ซื้อก็จะได้ดอกเบี้ยจากรัฐบาลตอบแทน)
เมื่อมีพันธบัตรรัฐบาลออกมา ผู้ซื้อหลักคือ ธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารจะนำพันธบัตรมาเก็บไว้ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทน
คำถามคือ แล้วธนาคารเอาเงินมาจากไหนมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลล่ะ? จริง ๆ แล้วธนาคารไม่ได้ใช้เงินฝากของประชาชนมาซื้อทั้งหมดนะ แต่ธนาคารสามารถ ‘สร้างเงิน’ ขึ้นมาได้ผ่านการขยายสินเชื่อ (โดยปกติธนาคารสามารถปล่อยกู้มากกว่าเงินที่ได้ครับ…ใช่ครับ อ่านถูกแล้ววว) โดยมีธนาคารกลางคอยสนับสนุนด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง เข้าสู่ระบบธนาคารผ่านนโยบายการเงิน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีกำลังไปรับซื้อพันธบัตรเหล่านี้ได้ตลอดเวลาโดยไม่ติดปัญหาครับ
หลังจากนั้น รัฐบาลก็จะได้รับเงินไปใช้จ่ายโครงการต่างๆ ให้แก่คู่สัญญาและธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับเงินก่อนที่ราคาสินค้าจะเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นเงินจึงค่อยๆ ไหลผ่านธุรกิจเหล่านี้ไปยังประชาชนทั่วไป แต่ในระหว่างที่เงินไหลผ่านห่วงโซ่นี้ ราคาของทุกอย่างในตลาดก็จะทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามปริมาณเงินที่เพิ่มเข้ามา ทำให้เมื่อเงินก้อนนี้ถึงมือคนทำงานทั่วไป อำนาจซื้อจึงถูก “เจือจางลง” ไปเรียบร้อยแล้วครับ
- กลุ่มแรกที่ได้เงิน: (เช่น รัฐบาล, ธนาคาร, หรือบริษัทคู่สัญญารัฐ) กลุ่มนี้ได้รับเงินก้อนใหม่ไปใช้ในขณะที่ ราคาสินค้ายังเท่าเดิม ทำให้เขาสามารถซื้อของได้ในราคาถูกก่อนที่เงินจะเฟ้อ
- กลุ่มที่สอง: พ่อค้าแม่ค้า เริ่มเห็น Demand มากขึ้น Supply เท่าเดิม จึงเริ่มปรับราคาสินค้าขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น
- กลุ่มสุดท้าย: คนทำงานกินเงินเดือนทั่วไป เงินใหม่กว่าจะไหลมาถึงกลุ่มนี้ ราคาของทุกอย่าง (ข้าว, น้ำมัน, ค่าเช่า) ก็ปรับตัวขึ้นไปไกลแล้ว แต่รายได้ของเขาปรับขึ้นช้ากว่ามาก

ดังนั้น เงินที่พิมพ์ออกมาใหม่ไม่ได้ทำให้สังคมรวยขึ้นแต่อย่างใด แต่มัน “โอนย้ายความมั่งคั่ง” รูปแบบหนึ่ง
การพิมพ์เงิน จึงเป็นวิธีเก็บภาษีที่เนียนมากเพราะประชาชนไม่รู้ตัวว่ากำลังจ่ายภาษีอยู่ เขาเห็นแค่ “ของแพงขึ้น” แล้วโทษพ่อค้า/โทษตลาด/โทษนักธุรกิจ แทนที่จะโทษรัฐบาลที่สั่งพิมพ์เงิน
นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังทำให้คนออมเงินเสียเปรียบหนักมากอีกด้วย
คนมักเข้าใจผิดว่าการออมเงินคือการกักตุน หรือทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ Hazlitt เขาบอกว่าจริง ๆ แล้ว การออมคือการ “ลงทุนในอนาคต” เงินที่ออมในธนาคารมันไม่ได้นอนนิ่งๆ แต่มันถูกธนาคารนำไปปล่อยกู้ให้คนอื่น ๆ เพื่อนำไปสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร และพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งนี่คือ “ทุน” ที่แท้จริงที่ทำให้คนรุ่นถัดไปมีของใช้ราคาถูกลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เมื่อรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยการพิมพ์เงิน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำลายแรงจูงใจในการออม และไปส่งเสริมการเก็งกำไรแทน
ดังนั้นเงินเฟ้อไม่ใช่การเพิ่มความมั่งคั่งของทุกคน แต่เป็นภาษีที่แอบแฝง ผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งพิมพ์เงินได้เปรียบ ในขณะที่ผู้ที่ได้รับเงินทีหลังต้องจ่ายแพงขึ้นแต่มีอำนาจในการซื้อเท่าเดิม
Bottomline
ความรู้สึกรวม ๆ ในหนังสือเล่มนี้คือค่อนข้างอ่านง่าย กระชับมาก ๆ ครับ แปปเดียวจบได้เลย (สมชื่อหนังสือ)
จุดติคืออาจจะขาด Data ในการ Back up แนวคิดของเขาพอสมควร และลักษณะของการอธิบายเป็นการฟันธงให้เชื่อแนวคิดเค้าไปเลยมากกว่าที่จะให้เราเห็นข้อมูลจริง ๆ เช่น ตัวเลขการทำ Deficit Spending รัฐบาล มาตรวัดเงินเฟ้อต่าง ๆ แต่ผมเข้าใจนะ เพราะหนังสือมันเก่ามากกกก สมัยนั้นน่าจะหาข้อมูลยาก และเรายังไม่มีตัวอย่างให้เห็นว่าถ้าประเทศขวาสุดด้านเศรษฐกิจไปเลย จะส่งผลยังไงบ้าง แต่ก็ยาก เพราะรัฐบาลมักไม่ยอมปล่อย “อำนาจในการพิมพ์เงิน” ออกไปง่าย ๆ แน่นอน
ยอมรับเลยว่า Economics in One Lesson เป็นหนังสือที่มีแนวคิดค่อนไปทางขวาจัดสุด ๆ หลายคนอาจจะมองว่าสุดโต่ง แต่ส่วนตัวพออ่านจบแล้วผมว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เราเจอมันไม่ได้ห่างไกลจากความจริงเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’
ในโลกที่เราอยู่ อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรไปกระจุกอยู่ที่รัฐบาลเยอะ ทำให้เราต้องยอมรับความเป็นจริงที่เจ็บปวดว่า หลายโครงการที่รัฐบาลอ้างว่า ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ส่วนใหญ่แล้วคือการเน้นผลระยะสั้น ที่วางไว้เพื่อดึงดูดฐานเสียงเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
การเลือกทำโครงการที่เห็นผลทันที มันให้คะแนนเสียงที่หอมหวานและรวดเร็วกว่าการทำโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาเป็นหลายปีกว่าจะเห็นผล ซึ่งในตอนนั้นรัฐบาลชุดเดิมก็อาจจะหมดวาระไปแล้ว
นี่ไม่นับเรื่อง Corruption นะครับ (แต่ก็น่าจะเห็นภาพมากขึ้นนะ ว่าทำไมนักการเมืองสู้เงินเฟ้อได้…เพราะเค้าอยู่ใกล้เครื่องพิมพ์เงินไง)
แล้วเราทำอะไรได้บ้าง? ถ้าจะหวังให้ระบบเปลี่ยน หรือหวังให้กลไกการเมืองไม่เล่นแร่แปรธาตุกับเงินเฟ้อ ผมว่าคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
สำหรับผม การออมในรูปแบบเงินสดเพียงอย่างเดียวในยุคที่รัฐบาลพิมพ์เงินไม่อั้น คือการยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อ ดังนั้นเงินที่ได้มาจากเวลา และน้ำพักน้ำแรงของเราต้องไปอยู่ในสินทรัพย์ที่สู้เงินเฟ้อได้ และการไม่ลงทุนคืออีกหนึ่งความเสี่ยงครับ

