หลังจากตอนที่แล้วผมพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI กันไปแล้ว วันนี้เรามาดูหนึ่งในกองทุนดัชนีที่เป็นที่นิยม และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก แถมยังเป็นดัชนีที่ Warren Buffet แนะนำสำหรับคนที่ไม่ต้องมีความรู้ด้านการลงทุนมาก แต่ก็สามารถเอาชนะกองทุน Active Fund ส่วนใหญ่ในตลาดได้ และดัชนีนั้นก็คือดัชนี S&P 500 นั่นเอง
ดัชนี S&P 500 คืออะไร?

S&P 500 เป็นดัชนีที่จัดทำโดยบริษัท S&P Global หรือชื่อเต็ม ๆ Standard & Poor’s Global ซึ่งเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมการเงินยักษ์ใหญ่
ก่อตั้งเริ่มต้นในปี 1860 เดิมชื่อ McGraw-Hill โดยมีประวัติการพัฒนาจากการเผยแพร่ข้อมูลทางการเงินของอุตสาหกรรมรถไฟในสหรัฐฯ
จากนั้นก็พัฒนามาสู่การเป็นผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินและวิเคราะห์ขนาดใหญ่ ในระหว่างนั้นบริษัทก็ได้ขยายธุรกิจผ่านการซื้อกิจการต่างๆ เช่น การซื้อกิจการ Standard & Poor’s ในปี 1966
ปัจจุบัน S&P Global มีรายได้จาก
- S&P Global Ratings – ให้บริการให้คะแนนเครดิต เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือตั้งแต่ในระดับบุคลล บริษัท องค์กร ไปจึงถึงระดับรัฐบาล รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้
- S&P Global Market Intelligence – ให้บริการข้อมูลและวิเคราะห์หลากหลายชั้นสินทรัพย์ รองรับนักลงทุนสถาบัน ธนาคาร บริษัทประกันภัย ฯลฯ
- S&P Global Commodity Insights – ให้ข้อมูลและการประเมินราคามาตรฐานสำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน
- S&P Global Mobility – ให้บริการข้อมูลและวิเคราะห์ที่ครอบคลุมตลาดยานยนต์, สนับสนุนผู้ผลิต, ผู้จำหน่าย, และบริษัทการเงิน
- S&P Dow Jones Indices – ผู้ผลิตดัชนีในตลาดการเงิน อย่างเช่น S&P 500 และ Dow Jones Industrial Average ได้รายได้จากกองทุน และ ETF ต่าง ๆ ที่ใช้ข้อมูลดัชนีของตัวเอง
โดยดัชนี S&P 500 เป็นเกณฑ์ที่คำนวณโดยใช้วิธีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้น 500 ตัวแรกของบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในอเมริกาและซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange (NYSE) หรือ NASDAQ
โดยดัชนี S&P 500 ได้เริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 1957 และ Track ข้อมูลย้อนหลังไปจนถึงปี 1928 จากข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2024 พบว่า 10 อันดับบริษัทที่มีสัดส่วนในดัชนี S&P 500 มากที่สุดได้แก่
- MICROSOFT CORP คิดเป็นสัดส่วน 6.89%
- APPLE คิดเป็นสัดส่วน 6.83%
- NVIDIA คิดเป็นสัดส่วน 5.96%
- AMAZON คิดเป็นสัดส่วน 3.64%
- ALPHABET A คิดเป็นสัดส่วน 1.54%
- META PLATFORMS Class A คิดเป็นสัดส่วน 2.22%
- ALPHABET Class A คิดเป็นสัดส่วน 2.16%
- ALPHABET Class C คิดเป็นสัดส่วน 1.82%
- Berkshire Hathaway Inc. Class B คิดเป็นสัดส่วน 1.72%
- BROADCOM คิดเป็นสัดส่วน 1.42%

โดยเมื่อแบ่งแยกย่อยเป็นแต่ละ Sector ก็จะพบว่าดัชนีค่อนข้างที่จะให้น้ำหนักสัดส่วนไปภาคส่วน Information Technology หรือหุ้นเทคมากที่สุด (31.4%) ตามมาด้วยกลุ่ม Finance (13.1%) และกลุ่ม Health Care (11.9%) ส่วนถ้ามองเป้นกลุ่มประเทศก็จะมีเป็นอเมริกา 100% ครับ
วิเคราะห์ผลตอบแทนและความเสี่ยงย้อนหลัง
Return

หากคุณลงทุน $1 ในดัชนี S&P 500 ในต้นปี 1928 โดยที่ไม่ถอน และนำเงินปันผลทั้งหมดกลับมาลงทุน 97 ปีผ่านไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมปี 2024 คุณจะมีเงินประมาณ $9,050.49 ในปลายปี 2023 โดยสมมติว่าคุณได้นำเงินปันผลที่ได้ทั้งหมดมาลงทุนใหม่ นี่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 905,049.07% หรือผลตอบแทนทบต้น 9.89% ต่อปี
ซึ่งพอเราปรับมามองภาพให้ใกล้กับปัจจุบันมากขึ้นก็จะพบว่าผลตอบแทนทบต้นต่อปีของดัชนี S&P 500 อยู่ที่
- 10.61% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
- 10.44% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
- 13.0% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
- 14.92% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- 9.50% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
- 22.00% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้นถ้าในช่วงที่ผ่านมาใครทำกำไรได้ดีจากหุ้นสหรัฐฯ อาจจะไม่ได้แปลว่าเราเก่งก็ได้ครับ เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังดี โอกาสที่จะได้กำไรมีมากขึ้นครับ
เราลองมาดูข้อมูล Histogram ที่ผมรวบรวมผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ในแต่ละปีกันครับ โดยจากรูปด้านล่างนี้ในแกนแนวนอนคือผลตอบแทนจากดัชนีนี้ในแต่ละปี คิดแบบ Calendar Year คือต้นปีจนถึงจบปีว่าแต่ละปีดัชนีให้ผลตอบแทนในช่วงกี่ % ส่วนแกนตั้งคือจำนวนปีที่ให้ผลตอบแทนในช่วงนั้น จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะไปกองเยอะในช่วง 0-20% ครับ

ส่วนภาพนี้ผมนำรูปที่เค้าแยกผลตอบแทนกำไร/ขาดทุน ออกมาเป็นปี ๆ 97 ปี ย้อนหลัง เพื่อที่เพื่อน ๆ จะได้เห็นภาพว่าในแต่ละปีตลาดให้ผลตอบแทนออกมาหน้าตายังไงบ้างครับ

Risk
ทีนี้เรามาดูสถิติผลตอบแทนที่ลงรายละเอียดมากขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านบ้างครับ โดย 30 ปีที่ผ่านมาตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10.61% โดยมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) อยู่ที่ 15.13% (ในด้านการเงินเราตีความว่ามันคือค่าความผันผวน เป็นวิธีวัดความเสี่ยงแบบหนึ่ง) ซึ่งเราสามารถนำมาพลอตเป็นกราฟ Normal Distribution ได้หน้าตาแบบนี้

ซึ่งตีความได้ว่า 68% ของเหตุการณ์ทั้งหมดผลตอบแทนของตลาดจะอยู่ระหว่าง -4.52% ถึง 25.74% ต่อปี ส่วน 95% ของเหตุการณ์ทั้งหมดผลตอบแทนของตลาดจะอยู่ระหว่าง -19.65% ถึง 40.87% ต่อปี
ส่วนถ้าเรามองแค่โอกาสที่จะเกิดการขาดทุนอย่างเดียวโอกาสที่จะขาดทุนเกิน -4.52% (-1 S.D.) จะอยู่ที่ 16% และโอกาสที่จะขาดทุนเกิน -19.65% (-2 S.D.) คือ 2.5% ครับ
แต่พึงระลึกไว้เสมอนะครับว่าโอกาสเกิดน้อยไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดนะครับ
การพลอตกราฟออกมาเป็นภาพแบบนี้ก็จะช่วยให้เราเห็นถึงความผันผวน และโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนจากสถิติย้อนหลังได้มากขึ้นครับ ตรงนี้ถ้าใครงงที่มา เดี๋ยวผมจะมีอธิบายเพิ่มเติมในวิธีการประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงในการเลือกกองทุนในบทความถัด ๆ ไปนะครับ
Drawdown
นอกจากเรื่องความผันผวนแล้วเรามาดู Drawdown ของดัชนี S&P 500 กันครับ

Drawdown คือการลดลงของมูลค่าพอร์ตการลงทุนจากจุดสูงสุด (peak) ไปยังจุดต่ำสุด (trough) ในช่วงเวลาหนึ่ง หรือแปลง่าย ๆ ก็คือมาตรวัดความดอยจากจุดสูงสุดในแต่ละช่วงเวลานั่นเองครับ
จากกราฟจะเห็นได้ว่า Drawdown ที่หนักที่สุดของ S&P 500 เกิดขึ้นเมื่อปี 1930 ติดดอย (Underwater period) ลงไปถึง -83.65% นานถึง 186 เดือน หรือ 15.5 ปี! แม่เจ้านานมากกกก ซึ่งตอนนั้นเกิดจากวิกฤต The Great Depression เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ และการล้มของธนาคารในสหรัฐฯ
หรืออย่าง Drawdown ครั้งใหญ่ที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคือวิกฤติ Sub-prime เกิดการล้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ในอเมริกาในปี 2008 ดอยลงไปถึง -50.80% และกินเวลายาวนานถึง 53 เดือน หรือ 4.47 ปี

ข้อมูล Drawdown ตรงนี้ก็จะทำให้เราได้เรียนรู้ครับว่าต่อให้เรากระจายความเสี่ยงมากแค่ไหน เลือกดัชนีที่แทบจะดีที่สุดมาแล้วยังไงเราก็ยังสามารถดอยเป็นปี ๆ ได้ ก็จะช่วยให้เราประเมินตัวเองได้ว่าสามารถรับความเสี่ยงได้ไหม ต้องจัดประกอบร่างพอร์ตของตัวเองอย่างไร
เทียบ S&P 500 กับดัชนีเพื่อนบ้าน 10 ปีที่ผ่านมา [QQQ, ACWI World]

ที่นี้เทียบข้อมูลดัชนีกับตัวแทนในอดีตแล้ว เรามาเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของดัชนีนี้กับเพื่อนบ้านบ้างครับ
ใน 10 ปีที่ผ่านมา NASDAQ 100 ให้ผลตอบแทน Total Return 444.55% ตามมาด้วย S&P 500 193.98% และ MSCI ACWI 140.55%
คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยจะพบว่า NASDAQ100 (QQQ) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงสุดที่ 18.88% นับตั้งแต่ปี 2015 ตามมาด้วย S&P500 (SPY) 12.80% และ MSCI ACWI 9.39% ซึ่งหากมองผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe Ratio *ยิ่งสูงยิ่งดี) NASDAQ100 (QQQ) จะมีค่าสูงสุดครับ

แต่เมื่อดู Drawdown แล้วก็จะพบว่า NASDAQ 100 โหดสุด ลงไปถึง -32.58% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

แถม Maximum drawdown ตั้งแต่ QQQ Inception มี Drawdown หนักสุดก็คือปี 2000-2002 ลงไปถึง -82.98% และใช้เวลา Recover ถึง 3113 trading sessions หรือแค่ 12 ปี เท่านั้นเอง…
ลงทุนตามดัชนี S&P 500 เหมาะกับใคร?
สุดท้ายเราอ่านมาตั้งเยอะ ต้องรู้อะไรบ้าง จากข้อมูลเหล่านี้?
อย่างแรกคือ เข้าใจก่อนว่าถ้าเราลงทุนตามดัชนี S&P 500 คือการที่เราลงทุนในหุ้นอเมริกา 500 ตัวอันดับแรกที่ดีที่สุด โดยวัดจากมูลค่าตลาด ซึ่งในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีมาก สามารถหวังผลตอบแทนในช่วง 8-10% ได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องดูกราฟหุ้น หรือติดตามข่าวสารเลยก็ได้
ถามว่าดีขนาดไหน ดีจนขนาดที่ Warren Buffet แนะนำคนส่วนใหญ่ว่า วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดคือซื้อกองทุนค่าธรรมเนียมที่เลียนแบบดัชนี S&P 500
ซึ่งผมว่าเป็นดัชนีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาเยอะ และได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ต้องเก่งถึงขั้นผู้จัดการกองทุนก็สามารถเอาชนะผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ได้ด้วยการลงทุนตามดัชนี
ดังนั้นผมคิดว่าดัชนี S&P 500 นั้นเหมาะมากที่จะเป็น Core Portfolio คือเป็นสัดส่วนหลักที่คนที่ลงทุนในตราสารทุนควรมีไว้ หากเลือกเป็นแนวทางการลงทุนแบบ Passive ครับ
อย่างไรก็ตามในโลกของการลงทุนนั้น อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว และไม่ได้การันตีว่าอนาคตจะเกิดขึ้นซ้ำเหมือนเดิมครับ ดังนั้นอาจจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงไปในสินทรัพย์อื่น ๆ หรือกระจายความเสี่ยงไปในประเทศอื่นเพื่อให้เข้ากับเป้าหมายการลงทุน และเป้าหมายการใช้เงินลงทุนก้อนนี้ครับ
เช่น บางคนจึงอาจจะมี MSCI ACWI เป็นตัวแกนหลัก เเพราะกลัวว่าในอนาคตอีก 30 ปีอเมริกาอาจจะไม่ได้เป็นผู้นำโลก แล้วก็ใช้ S&P 500 เป็นตัวปรับ Overweight exposure ต่อตลาดอเมริกาเพราะคิดว่ายังไงช่วงนี้อเมริกาก็คือเบอร์ 1 หรือบางคนอายุน้อยอาจจะใช้ S&P 500 สัดส่วนที่เยอะมาก ๆ ไปเลยเพราะทนรับความเสี่ยงได้มาก และพร้อมอยู่ในตลาดได้นาน
อยากลงทุนใน S&P 500 ซื้อที่ไหนได้บ้าง?
ทางเลือกที่ 1: ซื้อผ่านกองทุน ETF
ข้อดีก็คือค่าธรรมเนียมถูกมาก แถมยังซื้อขาย ง่ายและคล่องมาก ๆ แต่ข้อเสียก็คืออาจจะต้องวางแผนภาษีเมื่อนำกำไรกลับเข้าประเทศไทยครับ
ส่วนความแตกต่างของแต่ละตัว ผมสรุปง่าย ๆ คือ SPY เก่าแก่สุด และสภาพคล่องสูงที่สุด เหมาะกับสายเทรดครับ แต่ค่าใช้จ่ายกองทุน ETF รวมก็จะแพงสุดเช่นกัน ส่วน SPLG คือ ETF น้องใหม่ ออกโดยเจ้าของเดียวกับ SPY เพื่อแข่งกับเจ้าอื่นในเรื่องค่าธรรมเนียมครับ
ส่วน VOO และ IVV ผมคิดว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะครับ แถมค่าธรรมเนียมถูกมาก และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ทางเลือกที่ 2: ซื้อผ่านกองทุนรวม บลจ. ไทย
ข้อดีก็คือสะดวก อุ่นใจ มีปัญหาอะไรก็ติดตามเจ้าหน้าที่คนไทยได้ ไม่เสียภาษีจาก Capital Gain แถมยังมีทางเลือกหลากหลายในแง่ของการจัดการภาษีด้วยการลงทุนผ่าน SSF และ RMF ครับ
ส่วนข้อเสียก็คือค่าธรรมเนียมแพงมากครับ แพงขนาดไหนก็ลองเทียบดูกับ ETF ด้านบนได้ครับ ฮ่า ๆๆ


หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นะครับ ถ้ามีข้อผิดพลาดในเรื่องของข้อมูลตรงไหนสามารถทักมาบอกผมในเพจได้เลยนะครับ หากใครชอบบทความนี้ อย่าลืมกดแชร์ และกดติดตามกันไว้เพื่อให้ไม่พลาดคอนเท้นดี ๆ อีกนะครับ ^^
Reference
https://www.macrotrends.net/2324/sp-500-historical-chart-data
https://www.portfoliovisualizer.com/backtest-portfolio#analysisResults
https://portfolioslab.com/symbol/SPY
https://www.spglobal.com/spdji/en/indices/equity/sp-500/#data

