ตรวจสภาพคล่องการเงินด้วยตัวเอง ผ่านงบกระแสเงินสดส่วนบุคคล (พร้อมตัวอย่าง Template แจกฟรี!)

งบกระแสเงินสดส่วนบุคคลและการประมาณการรายรับรายจ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเห็นสภาพคล่องของตัวเองล่วงหน้า ทำให้มีเวลาวางแผนเตรียมตัวกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปีครับ วันนี้ผมเลยอยากนำความรู้เรื่องงบกระแสเงินสดส่วนบุคคลมาแชร์ให้เพื่อน ๆ พร้อมตัวอย่างการทำ Spreadsheet ครับ

งบกระแสเงินสดส่วนบุคคลคืออะไร?

งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้เราสามารถติดตามและวางแผนการใช้จ่ายและรายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ

ซึ่งถ้าใครที่ทำธุรกิจหรือเล่นหุ้นอาจจะคุ้นหูกับคำว่า Cash flow Statement หรืองบกระแสที่จะแสดงการใช้จ่ายเงินสดของธุรกิจในแต่ละไตรมาส ซึ่งตัวเลขตรงนี้จะทำให้นักลงทุนเห็นการใช้กระแสเงินสดของธุรกิจนั้น ๆ เป็นข้อ ๆ เลยว่าได้กระแสเงินจากไหน และนำไปบริหารใช้จ่ายอย่างไรบ้าง

โดยในงบกระแสเงินสด เราจะใช้หลักการ Cash Basis ในการบันทึกครับ แปลง่าย ๆ คือ เราจะบันทึกรายรับรายจ่ายที่เป็นเงินสดแล้วเท่านั้น

งบกระแสเงินสดทำไมถึงสำคัญ?

1. ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย

การที่เราเอารายจ่ายของตัวเองมาบันทึกลง Excel/Google Sheet จะช่วยให้เราเห็นรายจ่ายของตัวเองมากขึ้น ว่าเราใช้จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง เพราะในหลาย ๆ คนมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิน หรือซื้อของไม่จำเป็นมากเกินไป หากเราไม่นำสิ่งเหล่านี้มาบันทึกเลยก็จะทำให้เราไม่รู้ถึงสุขภาพทางการเงินของเรา และยากต่อการวางแผนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินของเราเองครับ

2. คาดการณ์กระเงินสดในอนาคต

และแน่นอนเมื่อเรามีข้อมูลที่ดีแล้ว ทีนี้เราก็จะสามารถวางแผนอนาคตการใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้นำเราไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่ดีขึ้นได้นั่นเอง

องค์ประกอบของงบกระแสเงินสดส่วนบุคคล มีอะไรบ้าง?

งบกระแสเงินสดประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

  1. กระแสเงินสดรับ (Cash Inflow)
  2. กระแสเงินสดจ่าย (Cash Outflow)
  3. เงินสดคงเหลือสุทธิ (Net Cash Flow)

เรามาดูรายละเอียดแยกย่อยกันครับว่าในแต่ละองค์ประกอบอะไรบ้าง

กระแสเงินสดรับ (Cash inflow)

กระแสเงินสดรับ คือรายได้ซึ่งเป็นเงินสดทั้งหมดของเรา ตัวอย่างเช่น

  • เงินเดือน
  • ค่า OT ค่าทำงานล่วงเวลา
  • ค่าคอมมิชชั่น
  • โบนัส
  • ดอกเบี้ย
  • เงินปันผล
  • รายได้จากค่าเช่า
  • รายได้จากธุรกิจส่วนตัว
  • รายได้จากการขายทรัพย์สิน
  • รายได้จากลิขสิทธิ์
  • เงินบำนาญ
  • เงินมรดก

ทั้งนี้ต้องแยกให้ดีว่ารายได้ที่เกิดจากการหักภาษีหรือยังด้วยครับ หลัก ๆ ให้เอารายได้ที่เป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเราเป๊ะ ๆ ที่เราสามารถนำไปใช้ได้จริงครับ (Take home pay) ส่วนเรื่องค่าภาษีจะเป็นส่วนที่เราจะไปคำนวณเป็นกระแสเงินสดจ่ายอีกที

กระเงินสดจ่าย (Cash outflow)

กระแสเงินสดจ่ายคือรายจ่ายที่เป็นเงินสดที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยกระแสเงินสดจ่ายสามารถแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก ได้แก่ กระแสเงินสดเพื่อการออมและการลงทุน กระแสเงินสดจ่ายคงที่ และกระแสเงินสดจ่ายแปรผัน

กระแสเงินสดจ่ายเพื่อการออมและการลงทุน (Savings and Investment Cash Outflows)

เป็นการใช้จ่ายเงินสดที่เน้นการสร้างความมั่นคั่งทางการเงินในระยะยาว ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจผิดครับว่าจพต้องเป็น “เงินเหลือ” หลังจากหักค่าใช้จ่ายเป็นสมการ

แต่จริง ๆ แล้วหากเราเป็นหนึ่งในคนที่มีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนและต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองเราควรจัดสรรเงินส่วนการออมและการลงทุนนี้ก่อนการใช้จ่ายอื่น ๆ ตามหลักการ “Pay Yourself First” เพื่อให้แน่ใจว่าได้ออมและลงทุนแล้วก่อนใช้จ่ายเพื่อสิ่งอื่น

ดังนั้นหน้าตาของสมการทางการเงินที่ถูกต้องมันควรจะเป็นแบบนี้ครับ

ตัวอย่างของกระแสเงินสดจ่ายเพื่อการออมและการลงทุนได้แก่:

  • เงินฝากธนาคารออมทรัพย์ เงินฝากประจำ
  • กองทุนรวม
  • Exchange-traded Fund (ETF)
  • หุ้น
  • อสังหาริมทรัพย์

กระแสเงินสดจ่ายคงที่ (Fixed Cash Outflow)

รายจ่ายที่มีจำนวนเงินที่คงที่และเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยทั่วไปแล้วรายจ่ายเหล่านี้จะมีจำนวนเงินที่ไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง และเป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องชำระในทุกๆ เดือนหรือช่วงเวลาที่กำหนด ตัวอย่างเช่น

  • ค่าเช่า
  • ค่าผ่อนบ้าน
  • ค่าผ่อนรถยนต์
  • ค่าเบี้ยประกัน

กระแสเงินสดจ่ายผันแปร (Variable Cash Outflow)

การเงินสดจ่ายผันแปร คือรายจ่ายที่มีจำนวนเงินไม่แน่นอนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการใช้งานและการบริโภคในแต่ละช่วงเวลา รายจ่ายประเภทนี้มักมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับลดหรือเพิ่มขึ้นได้ตามสถานการณ์และความต้องการของแต่ละบุคคล

ตัวอย่างของการเงินสดจ่ายผันแปร ได้แก่:

  • ค่าอาหารและเครื่องดื่ม
  • ค่าเดินทาง
  • ค่าช้อปปิ้ง
  • ค่าใช้จ่ายในการบันเทิง
  • ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา เช่น ค่าซ่อมรถยนต์ ค่าซ่อมบ้าน ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า

กระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Outflow)

กระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Flow) คือ ส่วนต่างระหว่างเงินสดที่ไหลเข้ามา (กระแสเงินสดเข้า) และเงินสดที่ไหลออกไป (กระแสเงินสดออก) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น เดือน ไตรมาส หรือปี ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสามารถในการสร้างเงินสดและการบริหารจัดการเงินสดของบุคคลหรือกิจการในช่วงเวลานั้น หากกระแสเงินสดเป็นบวก แปลว่าเรามีเงินสดเหลือมากขึ้น และหากกระแสเงินสดเป็นลบแสดงว่าเราเหลือเงินสดน้อยลงนั่นเอง

การคำนวณกระแสเงินสดสุทธิ

กระแสเงินสดสุทธิคำนวณได้โดยใช้สูตรง่ายๆ ดังนี้:

ตัวอย่างการจัดทำงบกระแสเงินสด

ในตัวอย่างนี้ผมจะพาเพื่อน ๆ ไปทำงบกระแสเงินสดแบบประมาณการณ์ล่วงหน้า 12 เดือน เพื่อดูว่ารายรับ รายจ่าย และกระแสเงินสดเหลือเท่าไหร่ครับผม โดยขอสมมติ นายสมชายอายุ 35 ปี มีเงินสดอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 0.5% เป็นจำนวน 150,000 บาท มีหุ้นปันผลและคอนโดให้เช่าที่ได้รับจากกองมรดก โดยมีรายละเอียดรายรับและค่าใช้จ่ายดังนี้

รายรับ

  1. เงินเดือนงานประจำ: 70,000 บาทต่อเดือน
  2. โบนัสประจำปี: เท่ากับเงินเดือน 1 เดือน จ่ายตอนสิ้นปี
  3. รายได้ค่านายหน้าจากการเป็นนายหน้าอสังหาฯ: 30,000 บาท ในเดือนมิถุนายน
  4. รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก: 0.5% x 150,000 = 750 บาท ต่อปี
  5. รายได้จากค่าเช่า: 10,000 บาทต่อเดือน
  6. เงินปันผล: 15,000 บาททุก 6 เดือน (30,000 บาทต่อปี)

การออมและการลงทุน

  1. การลงทุนในกองทุนรวม: 20,000 บาทต่อเดือน
  2. การฝากเงินประจำในธนาคาร: 5,000 บาทต่อเดือน

รายจ่ายคงที่

  1. ค่าเช่าคอนโดที่อาศัยอยู่: 6,000 บาทต่อเดือน
  2. ค่าผ่อนรถยนต์: 5,000 บาทต่อเดือน
  3. ค่าเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ: 30,000 บาทต่อปี จ่ายกันยายนของทุกปี
  4. ค่าน้ำ: 150 บาทต่อเดือน
  5. ค่าไฟ: 1,200 บาทต่อเดือน
  6. ค่าส่วนกลางคอนโด: 10,000 บาทต่อปี จ่ายทุกเดือนธันวาคม

รายจ่ายแปรผัน

  1. ค่าอาหาร: 10,000 บาทต่อเดือน
  2. ค่าเดินทาง: 3,000 บาทต่อเดือน
  3. ค่าช้อปปิ้งและ Subscription: 2,500 บาทต่อเดือน
  4. ค่าฟิตเนส: 1,250 บาทต่อเดือน
  5. ค่าใช้จ่ายซ่อมรถยนต์: 12,000 บาท ตอนเดือนมิถุนายน
  6. ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงคอนโด: เปลี่ยนวอลเปเปอร์ 10,000 บาท ตอนเดือนพฤษภาคม
  7. ค่าภาษีจ่ายเพิ่มตามรอบปี (เงินคืน): สมมติว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มปีละ 32,500 บาท หลังหักค่าลดหย่อนทุกอย่างแล้วในเดือนมีนาคม

อัตราภาษี

  1. ดอกเบี้ยเงินฝาก: เสียภาษี 15%
  2. เงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น: เสียภาษี 10%

พอเราได้ข้อมูลของตัวเองมาแบบนี้เราก็เอากรอกใน Spreadsheet ของเรา ก็จะทำให้เราเห็นประมาณการณ์งบกระแสเงินสดฝน 12 เดือนข้างหน้าว่าถ้ารายรับเท่านี้ รายจ่ายเท่านี้ เราจะมีเงินพอ ออมเงินไหม มีเงินพอจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นไหม

เมื่อเรามีข้อมูลแบบเราก็สามารถเอามาทำ Visualization เพื่อให้เห็นภาพของข้อมูลเรามากขึ้น อย่างเช่นในชาร์ทแรกเราจะเห็นเลยว่า Cash flow เดือนไหนบ้างที่เป็นบวก และเงินสดคงเหลือเท่าไหร่

หรืออย่าง Chart ที่สองจะช่วยให้เราเห็นว่ากระแสเงินสดรับ กับกระแสเงินสดจ่ายเป็นแตกต่างกันแค่ไหน

ส่วนในชาร์ทแบบที่สามและสี่ จะช่วยให้เราเห็นสัดส่วนรายได้ และรายจ่ายครับว่าเรามีรายได้จากช่องทางไหนเป็นสัดส่วนหลักบ้างในแต่ละเดือน มีรายจ่ายส่วนไหนที่กินสัดส่วนเยอะ จะช่วยให้เราเห็นสุขภาพด้านสภาพคล่องทางการเงินของเราชัดเจนขึ้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่างบกระแสเงินสดส่วนบุคคลเป็นอะไรที่สำคัญ ทำให้เราสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า วางแผนภาษี วางแผนการลงทุน วางแผนการประกันต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อเรามีข้อมูลประมาณการณ์ล่วงหน้า 12 เดือนแล้ว เราสามารถรวบให้มาเป็นข้อมูลรายรับรายจ่ายของทั้งปีของเราเพื่อเอาไปวางแผนการเงินในภาพที่ใหญ่ขึ้น เช่น แผนเกษียณ แผนแต่งงาน หรือแผนดาวน์บ้าน ครับ

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังสร้างอิสรภาพทางการเงินของตัวเองกันมากขึ้นนะครับ หากใครชอบบทความนี้ อย่าลืมกดแชร์ และกดติดตามกันไว้เพื่อให้ไม่พลาดคอนเท้นดี ๆ อีกนะครับ ^^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save