เปรียบเทียบ Dynamic Withdrawal Strategies – เลือกวิธีไหนดีที่สุด?

บทความที่แล้วเราได้เห็นกลยุทธ์การถอนเงินที่กว้างมากขึ้น มีตัวเลือกให้ใช้มากขึ้นในการบริหารเงินหลังเกษียณ

วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบกันครับ ว่าแต่ละกลยุทธ์ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง เพื่อให้เราเลือกกลยุทธ์การถอนเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมาย และ Portfolio ของเราในตอนนั้นครับ

(บทความนี้กราฟจะเยอะหน่อยนะครับ ถ้าใครอยากอ่านให้สะดวกขึ้นสามารถเข้าไปอ่านในบล็อคของผมจะเห็นรูปกราฟ พร้อมคำอธิบายที่อ่านง่ายกว่า ผมให้ลิงก์ในคอมเมนต์นะครับ)

เปรียบเทียบ Dynamic Strategies แต่ละแบบต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง?

เวลาเราจะเปรียบเทียบกลยุทธ์การถอนเงินหลังเกษียณ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงจะมีดังนี้ครับ

  1. โอกาสที่พอร์ตของเราจะรอด (Survival Probability)

หมายถึงความน่าจะเป็นที่พอร์ตของเราจะรอด (เงินเหลือก่อนอายุขัย) ทั้งในสภาวะที่ตลาดดี และสภาวะตลาดแย่ รวมไปถึงหากเจอ วิกฤติใหญ่ หรือ Sequence of returns risk ในช่วงปีแรก ๆ ของการเกษียณ ถอนแบบไหนทนทานกว่ากัน

  1. เงินมรดก (Ending Balance)

จุดประสงค์ข้อนี้ตรงตัวคือ เงินที่เราต้องการที่จะเหลือเงินทิ้งไว้ให้กับคนข้างหลัง ตัวเลขนี้ยิ่งเยอะยิ่งดี

  1. ใช้เงินได้เยอะตลอดการเกษียณ (Total Lifetime Spending)

สำหรับใครหลาย ๆ คนการเกษียณคือช่วงเวลาที่เราจะได้ให้รางวัลตัวเอง หลังจากที่ทำงาน อดออม มาทั้งชีวิต

Total Lifestime Spending คือการดูว่าถ้าเราใช้วิธีการถอนเงินวิธีนี้ เราจะได้ใช้เงินเยอะเต็มที่มากน้อยแค่ไหน ตัวเลขนี้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ

  1. อัตราการถอนเงินเริ่มต้น (Initial Withdrawal Rate)

จำนวนเงินก้อนแรกที่เราสามารถดึงออกมาใช้จ่ายได้ตั้งแต่ปีแรกของการเกษียณ

เป็นตัวที่จะบอกเราว่าเราจะได้เริ่มใช้ชีวิตในวัยเกษียณด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีขนาดไหน เพราะโดยธรรมชาติช่วงแรก ๆ หลังเกษียณเราจะยังมีแรงและสุขภาพแข็งแรง

ยิ่งเราได้เริ่มใช้เงินเยอะในช่วงแรก ถือว่ายิ่งดี เพราะเราไม่ต้องทนประหยัดเกินความจำเป็นตั้งแต่เริ่มต้นโดยที่กลัวว่าเงินจะหมดก่อนตายครับ

  1. ความผันผวนของรายได้ (Income Variability)

ถ้ารายได้ยิ่งผันผวน ยิ่งมีผลทำให้ Lifestyle ของเราต้องปรับบ่อย ถ้าใครให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็ต้องดูตัวชี้วัดข้อนี้ครับ ตัวเลขนี้ยิ่งน้อยยิ่งดีนะ

เรามาดูกันครับว่าในแต่ละตัวชี้วัด การถอนเงินในแต่ละแบบเด่นที่จุดไหนบ้าง?

สำหรับการทดสอบผมใช้สมมติฐานดังนี้ครับ

ให้เงินต้น 10 ล้านบาทเท่ากัน โดยให้หุ้น (Equity) มีผลตอบแทนคาดหวังที่ 10% ต่อปี และมีความผันผวน 20% ส่วนตราสารหนี้ (Bond) ให้ผลตอบแทนที่ 4% ต่อปี และมีความผันผวน 6% เงินเฟ้อตั้งไว้ที่ 3% ใช้แบบจำลอง Monte Carlo ในการทดสอบผล และให้มีการ Rebalance สัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ปีละ 1 ครั้ง

โดยในภาพการเปรียบเทียบกลยุทธ์การถอนเงิน แกน X คือสัดส่วน Asset Allocation ในแต่ละแบบ X=10 คือมีหุ้น 10% และตราสารหนี้ 90% ถ้า X=40 แปลว่า มีหุ้น 40% และมีตราสารหนี้ 60%

เปรียบเทียบ Dynamic Withdrawal Strategies

ถอนเงินวิธีไหนโอกาสรอดมากที่สุด?

จากภาพแรก จะเห็นได้ว่าการถอนแบบ Static (Bengen 4%) แพ้การถอนเงินแบบอื่น ๆ หมดเลย รองลงมาก็คือ Cut Discretionary 70% (ในกรณีที่ใช้ Inital Withdrawal เท่ากัน ซึ่งในที่นี้ใช้ 4%)

ส่วนการถอนเงินแบบ Dynamic อื่น ๆ ชนะในทุกความเป็นไปได้ของ Asset Allocation ยกเว้น Forgoing Inflation และ Vanguard Floor and Ceiling ที่ถ้ามีหุ้นเยอะ โอกาสที่จะรอดจะเหลือน้อยกว่า 90% ครับ

ส่วนถ้าเจอ Bear Market ในช่วงแรกของการเกษียณ พอร์ตที่เป็น Dynamic Withdrawal จะรอดได้ค่อนข้างดีนะ ตัวอย่างนี้คือการทดสอบ Return Sequence หากเกิด Bear Market ในช่วง 3 ปีแรกของการเกษียณ (ซึ่งเป็นช่วงที่ sensitive ต่อการเงินหมดก่อนตายมากที่สุด)

ถอนเงินวิธีไหนมีเหลือเงินมรดกเยอะ?

จากรูปจะเห็นว่าถ้า Asset Allocation ของเราอยู่ที่หุ้น 40% และตราสารหนี้ 60% การถอนเงินแบบ Bengen, Forgoing, Cut discretionary 70% และ Contants 4% จะทำให้ส่วนใหญ่เหลือมรดกมากกว่า

โดยแชมป์ที่เหลือมรดกเยอะที่สุดคือ Constant 4% (เหลือเฉลี่ยสูงถึง 17.18 ล้านบาท) ตามมาด้วย Bengen 4% (เหลือเฉลี่ย 15.90 ล้านบาท)

ในทางกลับกัน วิธีอย่าง Guardrails จะเหลือมรดกน้อยที่สุดเพียง 5.52 ล้านบาท เท่านั้นครับ

ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อถัดไปนะ

ถอนเงินวิธีไหนได้ใช้เงินเยอะตลอดการเกษียณมากที่สุด? (Total Lifetime Spending)

หากเปรียบเทียบที่ระดับความปลอดภัยเท่ากัน (ถอนด้วย Initial Withdrawal ที่ทำให้โอกาสพอร์ตรอด 90% ในแบบจำลอง Monte Carlo เท่ากันหมด) ที่สัดส่วนหุ้น 40% / ตราสารหนี้ 60% จะพบว่า Guardrails (Guyton-Klinger) จะชนะขาด ไม่ว่าจะเพิ่มหุ้นมากหรือหุ้นน้อย (ที่หุ้น 40% ได้ใช้เงินถึง 20.23 ล้านบาท) ส่วนรองลงมาก็คือ Vanguard Floor and Ceiling

ซึ่งก็ตาม Common sense นะ ถ้าอยากใช้เงินเยอะก็จะมรดกเหลือน้อยลงเป็นธรรมดา แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าในชีวิตของเราตอนนั้นอะไรสำคัญ

วิธีไหนเริ่มต้นถอนเงินก้อนแรกได้เยอะที่สุด? (Starting Safe Withdrawal Rate)

เมื่อดูสัดส่วนพอร์ตที่ หุ้น 40% / ตราสารหนี้ 60% ก็จะพบว่า Guardrails จะช่วยให้เราเริ่มถอนได้สูงถึง 5.50% ตั้งแต่ปีแรก โดยที่ยังมีโอกาสพอร์ตรอด 30 ปีอยู่ที่ 90% ครับ

รองลงมาก็คือ

  • Vanguard Floor and Ceiling เริ่มถอนได้สูงถึง 4.72%
  • Forgoing Inflation: เริ่มถอนได้ 4.07%
  • Cut Discretionary 70%: เริ่มถอนได้ 3.90%
  • Bengen 4% (Static): เริ่มถอนได้ต่ำที่สุดเพียง 3.56% เท่านั้น

ยิ่งวิธีการถอนเงิน Static มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องเริ่มถอนน้อย เพราะมันบังคับให้จ่ายเงินเพิ่มตามเงินเฟ้อทุกปีโดยไม่ปรับลดลงเลย และไม่สนตลาดด้วย จึงต้องเผื่อเยอะ ๆ ไว้ก่อนกันพลาด เพื่อให้โอกาสในการอยู่รอดของพอร์ตยังสูงครับ

วิธีไหนที่รายได้หลังเกษียณมั่นคง ไม่ผันผวน? (Income Volatility)

แม้กลยุทธ์ Dynamic Withdrawal ต่าง ๆ จะช่วยให้เราถอนเงินเริ่มต้นได้สูงและได้ใช้เงินรวมเยอะขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ “ความผันผวนของรายได้” ครับ

ในภาพนี้แกน Y คือความผันผวนของรายได้ครับ ยิ่งน้อยจะถือว่ายิ่งดี

จะเห็นได้ว่า Bengen 4% ไม่ผันผวนเลย เพราะจ่ายเงินเท่ากันเป็นขั้นบันไดทุกปีโดยไม่สนสภาวะตลาด ส่วน Forgoing Inflation ก็ไม่ต่าง ผันผวนต่ำมาก เพราะเราแค่งดปรับเงินเฟ้อในปีที่พอร์ตติดลบ

ส่วน Cut Discretionary 70% ถือว่าอยู่ตรงกลางครับ

Guardrails / Vanguard F&C / Constant 4% ผันผวนค่อนข้างสูง Constant 4% ยิ่งหุ้นเยอะยิ่งผันผวนมาก (ตามธรรมชาติของหุ้น)

ดังนั้น หากเลือกวิธีที่ถอนได้เยอะอย่าง Guardrails หรือ Vanguard F&C เราจะต้องมั่นใจว่าแผนการใช้จ่ายในชีวิตจริงมีความยืดหยุ่นพอที่จะตัด ช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยวต่างประเทศออกไปได้ในเวลาที่พอร์ตติดลบ และเราถอนเงินได้น้อยลงครับ

สรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย

Dynamic Withdrawal เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยยืดอายุพอร์ตให้ทนรับต่อความผันผวนได้ดีขึ้น และสามารถปรับจูนให้ตรงกับเป้าหมายของเราในแต่ละช่วงชีวิตอีกด้วย

จริง ๆ ต้องเรียกได้ว่าแทบจะเป็นพระเอกเลยด้วยซ้ำของการอยู่รอดของพอร์ตหลังเกษียณ

ซึ่งทุกวิธีการถอนเงินจริง ๆ มันมีข้อดี ข้อเสียครับ และการที่เราเลือกถอนแบบใดแบบนึงมันไม่ได้แปลว่าเราต้องถอนแบบนั้นไปตลอดชีวิตหลังเกษียณ

การปรับให้วิธีการถอนเงินยืดหยุ่นมากขึ้น จะทำให้เราปรับพอร์ตได้อย่างมีทางเลือกมากขึ้น และรองรับต่อการเปลี่ยนไปของ Priority ในแต่ละช่วงอายุ

เช่น ช่วงแรกของการเกษียณ เราอาจจะใช้ Guardrails ก็ได้ เพราะเราอยากจะใช้เงินเยอะ ๆ ตอนแข็งแรง แต่พอเกษียณไปสักพัก รายจ่ายจริง เริ่มน้อยลง เที่ยวน้อยลง เราก็อาจจะเริ่มให้ความสำคัญกับมรดกมากขึ้น ก็ปรับไปถอนแบบ Bengen 4% หรือ Forgoing inflation ครับ

ตารางด้านล่างนี้จะเป็นการสรุปข้อดี และข้อเสียของวิธีการถอนเงินในแบบต่าง ๆ ครับ

วิธีการข้อดีข้อเสียเหมาะกับ
Static withdrawal plus inflation– เงินเดือนคงที่ ไม่ค่อยผันผวน

– เหลือเงินเป็นมรดกเยอะ
– ได้ใช้เงินน้อยเกือบสุด (ยิ่งมีหุ้นมากยิ่งถอนออกมาได้น้อย)

– ไม่ทนต่อ SoRR
– คนที่พ้นช่วง 5 ปีแรกของการเกษียณไปแล้ว เสี่ยงเจอ SoRR น้อยลง

– ให้ความสำคัญกับการวางเงินเป็นมรดก

– ชอบเห็นตัวเลขการถอนเงินที่คาดการณ์ได้
Forgoing Inflation– ถอนเงินเริ่มต้นได้เยอะกว่า Bengen

– ช่วยยืดอายุพอร์ตในปีที่ตลาดแย่

– มักจะเหลือมรดกในระดับมากกว่าวิธีอื่น ๆ
– โดยรวมได้ใช้เงินน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ

– ไม่มีกลไกถอนเงินเพิ่มตอนตลาดดี
คนที่ต้องการรายได้คงที่หลังเกษียณ
ต้องการเหลือมรดกเยอะ
ต้องการอัตราการถอนเงินเริ่มต้นที่สูงกว่าวิธีของ Bengen
Cut Discretionary Spending 70%– ง่าย ตัดเฉพาะส่วนค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็น (Want)– ต้องมีแผน Need กับ Want ให้ชัดก่อน

– ไม่ค่อยต่างจาก Static Withdrawal มากเท่าไหร่
– คนที่ต้องการระบบที่ง่ายเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดของพอร์ต
Guardrails (Guyton-Klinger)– ถอนเงินได้เยอะที่สุด

– ทนต่อการขาดทุนช่วงแรกได้ดี
– คำนวณยาก

– รายได้หลังเกษียณจะผันผวนสูง
– คนที่อยากเน้นการใช้จ่าย มากกว่าเหลือเงินไว้เป็นมรดก
Vanguard Floor and Ceiling– ถอนเงินได้เยอะ

– ทนต่อการขาดทุนช่วงแรกได้ดี

– สายสมดุลระหว่างได้เงินเยอะ และเหลือมรดก
– ไม่สุดสักทาง

– รายได้หลังเกษียณจะผันผวนสูง
– คนที่อยากได้ความสมดุลระหว่างการใช้เงิน กับมรดก
Constant Percentage– พอร์ตไม่มีวันเงินหมดในทางทฤษฎี– รายได้ผันผวนตามตลาดโดยตรง– คนที่ต้องการใช้เงินเยอะ ๆ ในช่วงแรกของการเกษียณ อยากได้วิธีที่ง่าย ๆ ในการถอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save