บทความนี้ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 นาที
เนื่องจากในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาผมโพสในเฟสบุ้คส่วนตัวเตือนเพื่อน ๆ เรื่องยื่นภาษีกลางปี และระวังยื่นเงินได้ผิดประเภทสำหรับแพทย์และทันตแพทย์
โดยเฉพาะประเด็น 40(2) และ 40(6) ที่แพทย์เข้าใจกันผิดค่อนข้างเยอะ
และมีเคสโดนค่าปรับย้อนหลังกันค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท
ทำให้มีเพื่อน ๆ ทักเข้ามาถามถึงรายละเอียดของเงินได้ประเภท 40(2) และ 40(6) เป็นจำนวนมาก
เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากเราเข้าใจผิด ยื่นไม่ถูกต้อง อาจนำมาซึ่งการกระทบแผนการเงินของเราได้
จึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ
DISCLAIMER: เนื่องจากผู้เขียนเป็นแพทย์ ทำงานหลายด้านทั้งเวชกรรมทั่วไปและความงาม ทำวิจัยด้าน Health Informatics และรับวางแผนการเงินส่วนบุคคลแบบองค์รวม แต่ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย เพียงแต่ผมได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์นักวางแผนการเงินเชี่ยวชาญด้านภาษี และได้ตามไปไล่ศึกษาข้อกฏหมาย ประกาศคำวินิจฉัยต่าง ๆ จากกรมสรรพากรในประเด็นนี้ รวมถึงสาส์นกรมสรรพากรที่เขียนโดยอาจารย์ศรุต นิติกรชำนาญการ กองกฏหมาย กรมสรรพากร และบทความ “ปัญหาเกี่ยวกับการจัดประเภทเงินได้ของแพทย์ตามประมวลรัษฎากร และข้อสังเกตบางประการ” โดย อาจารย์ รัชดาพร สังวร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เขียนไว้ดีมาก มาสรุปเป็นบทความนี้ ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่านไปอ่านที่มาตาม Reference ที่ผมอ้างอิง และศึกษาข้อกฏหมายเพิ่มเติม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เข้ากับบริบทของท่านด้วยจะดีต่อผู้อ่านที่สุดครับผม
อาชีพแพทย์มีเงินได้ประเภทใดได้บ้าง
จริง ๆ โดยปกติคุณหมอเดิมมักเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเยอะ สามารถหารายได้ได้หลายช่องทาง คุณหมอจึงเป็นอาชีพที่เรียกได้ว่าอาจมีเงินได้เกือบครบทุกประเภทของภาษีเงินได้ได้เลยครับ
ยกตัวอย่างเช่น คุณหมอทำงานรพ.รัฐเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย รับเงินเดือนเป็นเงินได้ประเภท 40(1) นอกจากนี้คุณหมอยังไปรับเวรนอนรพ.เอกชน เป็นเงินได้ประเภท 40(2)
คุณหมอมีประสบการณ์ มีงานวิจัยต่าง ๆ เยอะขึ้น จึงเขียนหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพออกขาย เป็นค่าลิขสิทธิ์ เป็นเงินได้ประเภท 40(3) หลังเลิกเวลาราชการคุณหมอเปิดคลินิกรักษาโรคของตัวเองรับเงินจากการตรวจคนไข้โดยตรงคิดเป็นเงินได้ 40(6) จากการประกอบวิชาชีพอิสระ
นอกจากนี้คุณหมอนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นปันผลเอาไว้เป็นทรัพย์สิน ได้เงินได้ประเภท 40(4) แถมคุณหมอเครดิตทางการเงินดีจึงกู้ธนาคารมาซื้อคอนโดปล่อยเช่า ได้รับค่าเช่าเป็นเงินได้ประเภท 40(5) แล้วคุณหมอก็ยังเอาเงินไปลงทุนเปิดร้านกาแฟอีก ตีเป็นเงินได้ประเภท 40(8)

แต่โดยส่วนมากแล้วคุณหมอส่วนใหญ่มักจะมีเงินได้อยู่หลัก ๆ 4 ประเภทครับ นั่นคือ
เงินได้ประเภท 40(1): เงินได้จากการทำงานประจำ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนประจำ โบนัส เป็นต้น หากแพทย์ทำงานประจำที่โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะได้รับเงินได้ประเภทนี้
เงินได้ประเภท 40(2): เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ รวมถึงการให้บริการในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่การทำงานตามสัญญาจ้างประจำ ซึ่งสำหรับแพทย์จะครอบคลุมกรณีที่แพทย์ให้บริการในลักษณะพิเศษหรือชั่วคราว โดยไม่ได้มีสัญญาจ้างงานแบบเต็มเวลา เช่น ค่าชั่วโมงนั่งคลินิกความงาม/คลินิกตรวจรักษาโรค/เวรโรงพยาบาลเอกชน
เงินได้ต่อปีของประเภท 40(1) รวมกับ 40(2) สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 ก่อนนำไปคำนวณภาษีครับ
เงินได้ประเภท 40(6): เงินได้จากวิชาชีพอิสระ โดยในปัจจุบันพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้อยู่ทั้งหมด 6 วิชาชีพครับนั่นคือ วิชาชีพกฏหมาย การประกอบโรคศิลป์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม ซึ่งสำหรับอาชีพแพทย์ก็จะเป็นค่า Doctor Fee (DF) ที่เราเก็บจากผู้ป่วยครับ
โดยเงินได้ประเภท 40(6) สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ก่อนนำไปคำนวณภาษีครับ
เงินได้ประเภท 40(8): เป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจอื่นๆ เช่น เงินได้จากการที่แพทย์เปิดสถานพยาบาล และมีเตียงสำหรับผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาพยาบาลแบบค้างคืน ซึ่งเงินได้ตามมาตรา 40(8) นั้นสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจำเป็นและสมควรหรือแบบเหมาได้ 60%
จะเห็นได้ว่าในการทำอาชีพแพทย์/ทันตแพทย์ ส่วนใหญ่ถ้าเราไปรับจ๊อบตามรพ.เอกชน หรือคลินิก ถ้าเลือกได้ เงินได้ประเภท 40(6) จะหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษีได้เยอะมากครับ
เช่น ถ้าเงินได้ต่อปี 1,800,000 บาท (เดือนละ 150,000 บาท) เป็นเงินได้ประเภท 40(2) หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท คิดเป็น 100,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิจะอยู่ที่ 1,640,000 บาท คิดเป็นอัตราภาษีสูงสุดที่ 25% ภาษีจริงเสีย 15.28% ของเงินได้หรือคิดเป็น 275,000 บาท
แต่หากเงินได้ต่อปีเท่าเดิม แต่เป็นเงินได้ประเภท 40(6) สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 60% แบบเหมาคิดเป็น 1,080,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิจะอยู่ที่ 660,000 บาท คิดเป็นอัตราภาษีสูงสุดที่ 15% ภาษีจริงเสีย 2.86% ของเงินได้หรือคิดเป็น 51,500 บาท
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเงินเดือนเท่ากันแต่เงินได้เป็นคนละประเภทจะเสียภาษีต่างกัน 5 เท่า คิดเป็นส่วนต่างถึง 223,000 บาท จากตัวอย่างที่ยกมา
จุดนี้เองทำให้คุณหมอบางท่านเห็นว่าบัญชีลงเงินได้เป็น 40(6) ก็เลยยื่นกรมสรรพากรเป็นเงินได้ 40(6) เลยแล้วก็สบายใจคิดว่าเราเสียภาษีถูกแล้ว แถมเสียน้อยเพราะเป็นวิชาชีพแพทย์
ตรงนี้ต้องระวังมาก ๆ ครับ
เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรายื่นภาษีถูกประเภทเงินได้จริง ๆ ไหมเพราะประเด็นนี้มีกรณีศึกษาที่คุณหมอโดนภาษีย้อนหลังกันหนักมาก ค่าเบี้ยปรับสรรพากรโหดจริง ๆ ครับ
จากตัวอย่างเดิมถ้าจริง ๆ แล้วตามกฏหมายเราเป็นเงินได้ 40(2) แต่ เราไปยื่น 40(6) แปลว่าจริง ๆ แล้วในปีนั้นเราต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 223,000 บาท
แล้วก็ยังต้องโดนเบี้ยปรับอีก 1-2 เท่า รวมแล้วเราต้องจ่ายเงินให้กรมสรรพากรเป็น 223,000 + (223,000 x 2) = 669,000 บาท
แล้วถ้าโดนย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งเป็นจำนวนปีสูงสุดที่กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หากยื่นภาษีผิด คิดเป็น 3,3450,000 บาท จ่ายช้าคิดเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนด้วย
เป็นเหตุผลที่อยากชวนเพื่อน ๆ มาเรียนรู้เรื่องภาษีแพทย์กันครับ
ประเด็นเงินได้40(6) จุดตายพาแพทย์ยื่นภาษีผิด
ประเด็นที่ 1: หากบัญชีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% อาจไม่ใช่เงินได้ 40(6) แม้บัญชีจะลงว่าเป็นเงินได้ 40(6) ก็ตาม
กรณีนี้เป็นกรณีที่คุณหมอโดนภาษีย้อนหลังกันเยอะที่สุดสำหรับการรับเวรที่ไม่ใช่รพ.ที่ตัวเองประจำ
เพราะหลายคลินิกมีการจ่ายเงินค่าเวรหมอแล้วบัญชีลงในใบทวิ 50 ว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(6) และหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แล้วคุณหมอก็ไปยื่นเป็นเงินได้ 40(6) ไปตอนสิ้นปีภาษี ซึ่งผิดครับ
เหตุผลเพราะอะไรผมจะเล่าให้ฟัง

อันดับแรกคุณหมอต้องเข้าใจว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องของกฏหมาย ส่วนบัญชีก็เป็นเรื่องของบัญชี เพราะฉะนั้นสองอย่างนี้เป็นคนละวิชากันครับ
เวลาที่กรมสรรพากรเข้าตรวจสอบคุณหมอย้อนหลังเรื่องภาษี เค้าต้องอ้างอิงจากข้อกฏหมายไม่ใช่ตามหลักการบัญชี ดังนั้นเราไม่สามารถบอกเจ้าหน้าที่สรรพากรได้ครับว่าที่เรายื่นผิดประเภทเป็นเพราะบัญชีลงเงินได้ประเภทให้เราผิด ถ้าใครที่โดนย้อนหลังมาเพราะเหตุนี้ สรรพากรเขาจะบอกเลยครับว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องรู้กฏหมาย

เหตุผลที่การหัก 3% ณ ที่จ่ายไม่เข้าเป็นหมวด 40(6) สำหรับวิชาชีพแพทย์ อ้างอิงจากคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/พ/245 ได้อธิบายว่า
“แพทย์มิได้มีนิติสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ป่วยโดยตรง แต่เป็นเพียงผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ป่วยแทนบริษัทฯ เท่านั้น ดังนั้นเงินได้ของแพทย์ดังกล่าว จึงมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด แต่ถือว่าเงินได้ของแพทย์ดังกล่าวเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร”
หรือให้แปลความอีกทีก็คือ เงินได้ 40(6) สำหรับแพทย์นั้น คือแพทย์จะต้องเป็นผู้เก็บเงินจากผู้ป่วยโดยตรง ไม่ใช่บริษัทจ้างแพทย์มาทำงาน
ซึ่งคนไข้เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อจ่ายค่ารักษาให้แพทย์ จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ในขณะที่ หากนิติบุคคลเป็นผู้จ่ายเงิน กฎหมายให้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ด้วย สรรพากรจึงมองว่าเป็นการจ่ายตามหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ จึงตีกลับให้เป็น 40(2) แทนที่จะเป็น 40(6) ครับ
คำถามก็คือแล้วอะไรล่ะคือเงินได้ 40(6) สำหรับวิชาชีพแพทย์จริง ๆ? ก็ต้องมาดูว่าประมวลรัษฎากรเขาระบุเรื่องนี้ไว้อย่างไรครับ
ประเด็นที่ 2: เงินได้ประเภท 40(6) สำหรับการประกอบโรคศิลป์จริง ๆ แล้วมีรายละเอียดอะไรบ้าง?
จริง ๆ แล้ว Logic เดิมของการที่เงินได้ประเภท 40(6) สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 60% แบบเหมาก็เพราะสรรพากรเขาเข้าใจครับว่าการเปิดคลินิกมีต้นทุน ทั้งค่าพนักงาน ค่าอุปกรณ์แพทย์ที่มีราคาสูง ค่ายา รวมไปถึงค่าเช่าตึก สรรพากรจึงมองว่าคลินิกหมอต้นทุนสูง
แต่ทีนี้ก็มีบางกรณีที่คุณหมอเข้าไปใช้สถานพยาบาลของคนอื่น แต่ก็รับเงินจากคนไข้โดยตรง แล้วแบ่งต้นทุนเป็นค่าใช้สถานพยาบาลให้กับเจ้าของสถานที่อีกทีจากค่า DF ที่เรียกเก็บจากคนไข้ครับ
กฏหมายระบุลักษณะเงินได้ 40(6) ของการประกอบโรคศิลปะไว้ดังนี้ครับ
- มีการลงทุนหรือมีสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกัน หรือเช่าสถานที่ของโรงพยาบาล (ฎีกา 5345/2549)
- มีการแบ่งรายได้ให้กับโรงพยาบาลในข้อตกลงโดยเราต้องเป็นผู้กำหนดเอง (ฎีกา 4923/2533)
- คนไข้ที่มารักษาต้องเป็นคนไข้ที่เราหามาเองโดยตรง ไม่ใช่คนไข้ที่โรงพยาบาลหามาให้เอง (ฎีกา 5960/2549)
- เราต้องมีชื่อเป็นผู้เรียกเก็บเงินเอง (มีชื่อเราเป็นผู้เรียกเก็บเงินในใบเสร็จรับเงิน) (ฎีกา 5960/2549)
- ไม่ต้องทำตามกฎระเบียบเหมือนลูกจ้างของโรงพยาบาล (ฎีกา 5345/2549)
- เราอาจมีรายได้จากวิชาชีพอิสระในโรงพยาบาลที่เรารับเงินเดือนก็ได้ หากค่าวิชาชีพอิสระนั้นเป็นเงินได้ที่ได้รับจากค่ารักษาคนไข้ในโรงพยาบาลนอกเวลาทำการปกติ (ฎีกา 4923/2533)
แล้วถามว่า ทำยังไงให้เป็นเงินได้ 40(6) ล่ะ? ในหนังสือของอจ.ศรุต สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ
- มีลักษณะการทำงานที่เป็นอิสระ เป็นครั้งคราว แพทย์สามารถเลือกจะออกหรือไม่ออกตรวจก็ได้
- มีหลักฐาน หรือสัญญาเช่าสถานพยาบาล เพื่อขอใช้สถานที่ และอุปกรณ์เพื่อการประกอบโรคคิลปะในนามของแพทย์ และมีข้อตกลงเงินค่าตรวจ (DF) ดังนี้
- แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเอง และตกลงแบ่งเงินค่า DF ให้แก่สถานพยาบาลในสัญญา หรือ
- ให้สถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่า DF ให้กับสถานพยาบาลในสัญญา
- ถ้าแพทย์เปิดคลินิกของตัวเอง ออกตรวจเอง เก็บเงินจากคนไข้เอง สถานพยาบาลนั้นต้องเป็นสถานพยาบาลแบบเฉพาะที่ไม่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนจึงจะเข้าเงินได้ 40(6)
ดังนั้นถ้าคุณหมอจะยื่น 40(6) ต้องพิสูจน์ให้กรมสรรพากรเห็นให้ได้ว่าคุณหมอมีมีต้นทุนร่วมกับสถานพยาบาล (การเช่าสัญญาพยาบาล) และมีหลักฐานการเก็บเงินจากผู้ป่วยเป็นชื่อแพทย์ครับ

ประเด็นที่ 3: เงินได้ประเภท 40(6) ต้องยื่นก่อนหักค่าใช้จ่าย
นอกจากเงื่อนไขเรื่องสัญญาเช่าสถานพยาบาลจะครบแล้ว
คุณหมอต้องยื่นเงินได้เป็นให้ยอดก่อนหักค่าใช้จ่ายให้สถานพยาบาลนะครับ
เช่น ถ้าคุณหมอเก็บเงินจากคนไข้เป็น DF 10,000 บาท คุณหมอแบ่งเป็นค่าเช่าสถานพยาบาลให้คลินิก 10% คิดเป็น 1,000 บาท คุณหมอได้เงินจริง 9,000
คุณหมอต้องยื่นเงินได้เป็น 10,000 บาทไม่ใช่ 9,000 นะครับ!
ถ้าย้อนกลับไปอ่านเงื่อนไขเงินได้ตามมาตรา 40(6) ก็คือกฏหมายอนุญาตให้แพทย์หักต้นทุนเพื่อดำเนินการประกอบโรคศิลป์แบบเหมาได้ 60% ซึ่งต้นทุนตรงนี้ก็คือค่าเช่าสถานพยาบาลสำหรับคุณหมอที่ใช้สถานพยาบาลผู้อื่น หรือต้นทุนเครื่องมือ ค่าเช่าตึก ค่าพนักงานสำหรับคุณหมอที่เป็นเจ้าของคลินิกเอง ดังนั้นคุณหมอต้องยื่นรายได้ก่อนหักต้นทุนตรงนี้จึงจะถือว่าเรายื่นแบบ 40(6) ได้อย่างถูกต้องครับ
เวลาบันทึกข้อมูล คุณหมอก็บันทึกในบัญชีรับรายจ่ายส่วนตัวได้เลยครับ ว่าตัวเลขที่ยื่นไปเท่านี้ แบ่งให้คลินิกกี่บาท และเหลือเข้ากระเป๋าคุณหมอกี่บาท เพื่อเก็บไว้ชี้แจงเจ้าหน้าที่สรรพากรหากมีการถูกตรวจสอบครับ
ประเด็นที่ 4: แล้วมีกรณีที่หัก 3% ณ ที่จ่ายแล้วเป็น 40(6) ได้ไหม?
คำตอบคือ มี ครับ
เช่น เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัท กับแพทย์ ว่า กรณีที่พนักงานของบริษัทมาใช้บริการจากแพทย์ ทางบริษัทมีสวัสดิการประกันสุขภาพกลุ่มให้กับพนักงาน ดังนั้น จึงขอเครดิตกับทางแพทย์ไว้ ให้รวบรวมค่ารักษาส่งให้บริษัทเป็นครั้งๆ ไป
กรณีแบบนี้ ถือว่าแพทย์รักษาคนไข้ตามปกติ ซึ่งมีการเรียกเก็บค่ารักษาตามอาการและปริมาณของคนไข้ ดังนั้น ถึงแม้จะได้รับเงินจากบริษัท และมีการหัก ณ ที่จ่าย 3% ก็ยังคงถือว่าเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพ เข้าเป็นเงินได้ประเภท 40(6) อยู่ครับ
ทั้งนี้ต้องดูในรายละเอียดของสัญญาที่ทำไว้ และลักษณะการรับเงินได้ด้วยนะครับ
ภาษีแพทย์โดยเฉพาะ 40(6) เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ๆ
ผมแนะนำว่าถ้าใครไม่มั่นใจจริง ๆ ผมแนะนำปรึกษาที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด เพราะบางทีบทความในอินเตอร์เน็ต เช่น บทความของผม เป็นต้น (ฮ่า ๆ) อาจไม่สามารถให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับกรณีของท่านได้เสมอไป
สรุปทั้งหมด
- เงินที่ได้จากงานประจำทั้งเงินเดือน โบนัส ค่าเวรพิเศษที่รพ.บังคับให้คุณหมออยู่ ค่า DF ในฐานะลูกจ้างประจำ เป็นเงินได้ 40(1)
- 40(6) สามารถเป็นรายได้จากรพ.ที่เรารับเงินเดือนแบบ 40(1) ก็ได้ แต่ต้องเป็นเวลานอกราชการ และมีเงื่อน 40(6) ครบตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ต้องระวังหากเงื่อนไขไม่ครบสรรพากรอาจตีความเป็นเงินได้มาตรา 40(1) ได้
- หากเงินค่ารับเวรเอกชนหรือคลินิกความงาม ที่คุณหมอไปทำงานเป็นครั้งคราว ออกเงินได้ให้คุณหมอเป็น 40(6) แต่โดนหัก 3% ณ ที่จ่าย และคุณไม่มีสัญญาเช่าสถานพยาบาล เป็นเงินได้ 40(2)
- เงินได้ของคุณหมอเข้าเงื่อนไข 40(6) ก็ต่อเมื่อ มีหลักฐานการแบ่งเงินเช่าสถานพยาบาลกับทางโรงพยาบาลหรือคลินิก และ มีหลักฐานการรับเงินจากคนไข้เป็นชื่อแพทย์ หรือคุณหมอเปิดคลินิกส่วนตัวรับเงินจากคนไข้โดยตรงในนามบุคคลธรรมดา
- เงินได้ประเภท 40(6) ต้องยื่นก่อนหักค่าใช้จ่าย
- แนะนำให้คุณหมอศึกษาใบ DF ที่เราได้เซ็นหลังตรวจคนไข้ สัญญาเช่าสถานพยาบาล และเอกสารยื่นภาษีที่โรงพยาบาลเอกชนออกให้คุณหมอเป็นกรณีศึกษาสำหรับเงินได้ 40(6) ครับ ถ้าสังเกตรพ.เอกชนมักไม่มีการหัก ณ ที่จ่ายคุณหมอ มีการแบ่งรายได้ค่าต้นทุนเช่าสถานพยาบาล และมีใบ DF ต่าง ๆ ให้เราเซ็นหลังตรวจคนไข้ แต่ในคลินิก โดยเฉพาะคลินิกความงามมักมีการหัก ณ ที่จ่าย และไม่มีเอกสารหลักฐานเอกสารดังกล่าวครับ
- ถ้าใครไม่มั่นใจจริง ๆ แนะนำปรึกษาที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด สำหรับกรณีของท่าน
ความเสียหายของความไม่รู้เรื่องภาษีมันค่อนข้างสูงมาก และผมคิดว่าคงไม่มีใครอยากให้มีเหตุการณ์โดนภาษีย้อนหลังเกิดขึ้นกับหมอหลายท่าน ๆ
ที่กว่าจะเรียนจบก็ใช้เวลานาน จบแล้วยังต้องทำงานหนัก แถมหมอหลายคนก็พยายามเสียภาษีให้ถูกทั้งหมด แต่ดันมาโดนค่าปรับจากความเข้าใจผิดนิดเดียวตรงนี้
เป็นเหตุผลที่ผมตั้งใจทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเพื่อน ๆ ร่วมวิชาชีพทุกคนครับ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และอยากให้คุณหมอทุกท่านลองเข้าไปอ่านหลักฐานทางกฏหมายต่าง ๆ ด้วยตัวท่านเองเพิ่มเติม หรือหากใครมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หรือจุดผิดพลาดประการใด แจ้งผมเข้ามาในเพจได้เลยนะครับ
หากเพื่อน ๆ ชอบบทความนี้อย่าลืมกดแชร์ กดติดตามเพจบน Facebook นะครับ
สำหรับผู้อ่านคนไหนที่สนใจการวางแผนเงิน/ภาษี/ประกัน/การลงทุน กับผมสามารถติดต่อมาได้ผ่านทางเพจ Isara Wealth การเงินและการลงทุนใน Facebook ได้เลยครับ
Facebook Page: Isara Wealth บันทึกการเงิน และการลงทุน (https://www.facebook.com/isarawealth.th)
สุดท้ายผมขอขอบคุณอาจารย์ มานพ รัตนะ ที่ปรึกษาการเงินและภาษี CFP, FChFP ที่ช่วยมาเป็น Guest Editor ให้กับบทความนี้ด้วยครับ

Reference
มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ: https://www.rd.go.th/5206
อนาคตแพทย์ไทย กับ การเสียภาษี นายแพทย์ ไพโรจ์ บุญสิริคำชัย
แนวทางคำวินิจฉัยโดยกรมสรรพากร:
คำพิพากษาฎีกา:
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528: https://www.rd.go.th/3479

