การวางแผนการเงินเป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตไปในตัวด้วย เพราะในโลกปัจจุบันทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเงิน และเป้าหมายชีวิตส่วนใหญ่ของเราล้วนต้องใช้เงินกันทั้งนั้น
นอกจากนี้ในโลกทุนนิยมมีสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่บังคับให้เราทุกคนต้องหันมาสนใจการเงินของตนเองกัน เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่เงินถูกออกแบบมาให้ค่อย ๆ เสื่อมมูลค่าลง เราจึงรู้สึกว่าข้าวของแพงขึ้น ค่าที่อยู่แพงขึ้น และกำลังซื้อของเราค่อย ๆ ลดลง
หากเราไม่ได้วางแผนการเงินโดยคำนึงถึงเงินเฟ้อ อาจทำให้การวางแผนการเก็บออม การลงทุนเพื่อการเกษียณ หรือการใช้จ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ในอนาคตได้
การมีแผนการเงินจึงเปรียบเสมือนการมีเข็มทิศชีวิต ทำให้เรารู้ว่าจะบริหารทรัพยากรของเราอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยาว และเอาชนะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกวันครับ
ผมเชื่อว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการเงิน คนส่วนใหญ่มักโดนดึงดูดให้เข้าไปในเรื่องการลงทุนเลย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรือบางคนเริ่มต้นก็เทรด Futures, CFDs, Options กันเลย

ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันครับ ผมเริ่มต้นสนใจเข้ามาศึกษาการเงินก็เริ่มจากอ่านหนังสือของ Robert Kiyosaki พ่อรวยสอนลูก และเงินสี่ด้าน ทำให้สนใจแนวคิดการเป็นนักลงทุนมากขึ้น ได้ทันอ่านหนังสือคุณแพท ภาววิทย์กลิ่นประทุม สมัยที่แกเขียนบล็อกคนตามอ่านเป็นล้านวิว รวมถึงหนังสือการลงทุนของดร.นิเวศน์ และบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้านการเงินในต่างประเทศอย่าง Ray Dalio, George Soros หรือ Warren Buffet
เริ่มต้นมาก็สนใจแต่เรื่องการลงทุนและการเทรดอย่างเดียวเลย แต่พอเราโตมากขึ้น ศึกษาเรื่องการเงินมากขึ้นกลับพบว่าเราโฟกัสแต่เรื่องการลงทุนไม่ได้ เพราะการเงินยังมีมิติอื่น ๆ ที่ก็สำคัญไม่แพ้กันอีกหลายด้าน
จึงเป็นที่มาของบทความ ซีรีย์ Wealth Clinic the Series โดยในแต่ละตอนผมจะพาเพื่อน ๆ ค่อย ๆ ไล่วางแผนการเงินไปทีละเรื่อง ตามสามเหลี่ยมพีระมิดทางการเงินจะได้มองเห็นภาพรวมของการวางแผนการเงินได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
สร้าง และปกป้อง

สร้างรายได้
การสร้างรายได้เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่งของแผนการเงิน เพราะหากเราไม่มีรายได้ เราก็ไม่มีเงินให้มาวางแผนการเงิน
จากการที่ผมได้คุยกับคนรวย อ่านหนังสือ และสังเกต สิ่งที่ผมพอจะสรุปใจความสำคัญของการหาเงินได้ก็คือสมการนี้ครับ
Wealth = Value x Leverage
Value: ไม่ว่าคุณจะทำงานประจำ ทำธุรกิจอะไรก็ตาม ผมคิดว่าการสร้างคุณค่าคือหัวใจสำคัญของการหารายได้ ถ้าเรามีทักษะ มีความรู้ มีความสามารถ หรือมีสินค้าและบริการอะไรที่เป็นที่ต้องการของตลาด ยังไงก็มีคนจ่ายเงินให้คุณ
Leverage: แปลว่าการงัด การใช้เครื่องทุนเรื่องเพื่อให้เราออกแรงเท่าเดิม แต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น ตรงนี้ก็ตรงตัวเลย ถ้า Value ของเราในเรื่องนั้น ๆ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนจำนวนมากได้ Wealth ของเราก็จะยิ่งมากนั่นเอง
เมื่อรายได้ช่องที่ 1 แล้ว อย่าลืมหารายได้ช่องที่ 2 ขึ้นไปมารองรับไว้ด้วยนะ เพราะผมเชื่อว่ารายรับช่องที่ 1 ต่อให้มั่นคงอย่างไร การมีก๊อกน้ำสองอันย่อมดีกว่าหนึ่ง ถ้ามีก๊อกไหนเกิดตันขึ้นมายังมีน้ำไหลพอจะเหลือลงถังอยู่บ้าง
ซึ่งรายได้ช่องที่สองอาจจะเป็นการต่อยอดจากความรุ้ที่เรามีในช่องทางที่ 1 ก็ได้ครับ ตัวอย่างเช่น ผมเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญเรื่องสถิติ ก็ต่อยอดด้วยการทำเพจสอนสถิติและทำคอร์สออนไลน์หรือเราอาจจะต่อยอดเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ จากทักษะเดิมที่มีอยู่ ครับ
แต่ถ้าอายุยังน้อยเราควรเน้นการสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์การทำงานให้มากที่สุด
ถ้าใครรู้สึกว่ารายได้ของเรายังไม่พอ เราก็อาจจะต้องให้เวลาตนเองค่อย ๆ พัฒนาความรู้ความสามารถ มากขึ้น เพื่อที่จะรับงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นได้ ตรงนี้จุดผมเข้าใจนะ เพราะแต่ละคนมีต้นทุน และภาระไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้คือคนที่ต้องการอนาคตที่ดีให้กับตนเองเป็นทุนอยู่เดิมอยู่แล้ว ขอเป็นกำลังใจให้สำหรับใครที่ยังรู้สึกว่ารายได้น้อยครับ
บริหารสภาพคล่อง
หลังจากที่เราเริ่มมีรายได้เข้ามาแล้ว อยากจะให้เราเริ่มต้นบริหารสภาพคล่องให้เป็นกันครับ โดยผมคิดว่ามี 3 ข้อหลัก ๆ คือ
กระแสเงินสดเป็นบวก
Key ต้องมีกระแสเงินสดเหลือทุกเดือนหรือปี จะเหลือหลักร้อย หลักพัน ผมว่าก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
อ่านบทความ ตรวจสภาพคล่องการเงินด้วยตัวเอง ผ่านงบกระแสเงินสดส่วนบุคคล (พร้อมตัวอย่าง Template แจกฟรี!)
ส่วนตัวผมที่ทำเองแล้วชอบคือคือ ทำทุกอย่างให้เป็นอัตโนมัติ นั่นคือการวางแผนสภาพคล่องไว้ล่วงหน้า และตั้ง Budgeting Plan อย่างน้อย 1 ปี ว่าเราจะใช้เงินส่วนไหนเท่าไหร่บ้าง กำหนด Lifestyle ของตัวเอง และกำหนดเงินออมของตัวเอง แบ่งบัญชีในแต่ละบัญชีสำหรับใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ แล้วตั้งโอนอัตโนมัติทุกเดือนจากบัญชีเงินเดือน
วิธีนี้เสียเวลาวางแผนครั้งเดียว แต่ประหยัดเวลาและเบาสมองกว่าการมานั่งจดบันทึกรายรับรายจ่ายไปเยอะครับ
มีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน
หลังจากที่เรามีเงินสดเป็นบวกแล้ว อย่าพึ่งรีบเอาไปลงทุนครับ อยากให้
- เงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน ตามความมั่นคงของแหล่งรายได้
- ถ้ารายได้สัดส่วนใหญ่ ๆ มาทางเดียวมีความเสี่ยงเพราะหากเกิดเหตุอะไรขึ้นกับแหล่งรายได้ช่องทางนั้นจะกระทบการเงินรวม
- เก็บในรูปแบบสินทรัพย์ที่สามารถแปลงมาเป็นเงินสดได้ไวที่สุด เช่นบัญออมทรัพย์
- จริง ๆ จะสามารถเพิ่มเป็น 12 เดือนก็ได้เลยสนับสนุนให้เพิ่มครับ เพราะถ้าใครเคยผ่านโควิทมาน่าจะเข้าใจว่าช่วงนั้นสภาพคล่องทางเศรษฐกิจหดตัวไปเป็นปีครับ
บริหารหนี้สินให้ดี
การเป็นหนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้แย่นะครับ หากเราสามารถบริหารจัดการได้ และไม่เป็นหนี้เกินตัว
คำแนะนำคือสำหรับหนี้บ้าน หนี้รถ แนะนำว่าไม่ควรเกินประมาณ 40% ของรายรับ และยิ่งน้อยยิ่งดีครับ
อ่านบทความ >>ตรวจสุขภาพการเงินด้วยอัตราส่วนทางการเงิน<< คลิก
ส่วนหนี้บริโภค และหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงแนะนำให้ไม่มีเลยจะดีที่สุดครับ แต่ถ้าจะมีเช่นการผ่อน 0% กับสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ แนะนำให้มีเงินก้อนของสินค้าที่เราจะซื้ออยู่แล้ว แล้วค่อยทยอยให้ยอดผ่อนหักเงินในก้อนตรงนั้นไปครับ เหตุผลที่แนะนำให้ทำแบบนี้ก็เพราะ
- เราจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ได้จากบัญชีเงินฝากของเราถ้าเงินก้อนนั้น
- ป้องกันการเป็นหนี้บริโภค เพราะเรามีเงินจ่ายยอดหนี้ผ่อนตรงนี้แน่นอน
- สภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นหากมีเหตุฉุกเฉินมากจริง ๆ สภาพคล่องของเงินก็จะยังอยู่กับเราครับ
สรุปเรื่อง รายได้ และสภาพคล่อง
การวางแผนการเงินระดับเริ่มต้น ให้โฟกัสไปที่เรื่องรายได้ การบริหารสภาพคล่อง และการบริหารหนี้สิน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้เป็นบวก
พอเรามีเงินเหลือแล้ว Step ต่อไปจะเป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงครับ ว่าเราจะต้องวางแผนอย่างไรเพื่อให้สามารถรองรับเหตุการณ์ที่โอกาสเกิดอาจจะน้อย แต่หากเกิดขึ้นแล้วทำให้เราต้องสูญเสียความมั่งคั่งที่เราสะสมมาไปครับ
หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้ประโยชน์จากบทความนี้ครับ
แล้วเจอกันใหม่ใน Wealth Clinic the Series ตอนต่อไปครับผม 😃


Pingback: วางแผนการเงินเรื่อง การซื้อบ้าน: Wealth Clinic the Series EP04 – Isara Wealth